ทำความเข้าใจ Lot Size ในการเทรด คู่มือฉบับสมบูรณ์
- ล็อต (Lot Size) ในการเทรดคืออะไร?
- ทำไมขนาดล็อตจึงมีความสำคัญ
- แต่ละตลาดไม่ได้ใช้มาตรฐานขนาดล็อตเดียวกันทั้งหมด
- วิธีคำนวณขนาดล็อตที่เหมาะสมในการเทรดด้วยตนเอง
- วิธีคำนวณขนาดล็อตในการเทรดฟอเร็กซ์
- วิธีคำนวณขนาดล็อตใน CFD หุ้น
- ขนาดล็อตในการเทรดสินค้าโภคภัณฑ์ (น้ำมันดิบ ทองคำ ฯลฯ)
- ข้อผิดพลาดทั่วไปเกี่ยวกับขนาดล็อตที่เทรดเดอร์มักพบเจอ
- บทสรุป
เทรดเดอร์ส่วนใหญ่มักให้ความสำคัญกับกลยุทธ์การเทรดเป็นหลัก และมักมองข้ามอีกหนึ่งองค์ประกอบสำคัญที่อาจชี้ชะตาผลลัพธ์การเทรดได้ นั่นคือ ขนาดล็อต (lot size)
หากใช้ขนาดล็อตที่ไม่เหมาะสม คุณอาจได้กำไรน้อยกว่าที่ควรจะเป็นเมื่อตลาดเป็นใจ หรืออาจสูญเสียเงินทุนทั้งหมดจนพอร์ตแตกได้อย่างง่ายดายเมื่อตลาดเคลื่อนไหวสวนทาง คู่มือนี้จะช่วยให้คุณคำนวณขนาดล็อตที่เหมาะสมสำหรับการเทรดได้อย่างแม่นยำและสม่ำเสมอในทุก ๆ ออเดอร์
ก่อนจะเข้าสู่เนื้อหาทั้งหมด นี่คือภาพรวมของสิ่งที่เราจะพาคุณไปเจาะลึกในบทความนี้:
- ล็อต (Lot Size) ในการเทรดคืออะไร?
- วิธีคำนวณขนาดล็อตในการเทรดด้วยตนเอง
- วิธีคำนวณขนาดล็อตในการเทรดฟอเร็กซ์
- วิธีคำนวณขนาดล็อตใน CFD หุ้น
- วิธีคำนวณขนาดล็อตในสินค้าโภคภัณฑ์
- ข้อผิดพลาดทั่วไปเกี่ยวกับขนาดล็อตที่เทรดเดอร์มักพบเจอ
เมื่อเห็นภาพรวมแล้ว มาเริ่มเจาะลึกไปพร้อมกัน
ล็อต (Lot Size) ในการเทรดคืออะไร?
ในการเทรด ล็อต (lot size) หมายถึงหน่วยวัดมาตรฐานที่ใช้กำหนดปริมาณของตราสารทางการเงินที่มีการซื้อขาย โดยขนาดล็อตจะระบุจำนวนหน่วยของตราสารที่กำหนดไว้ล่วงหน้าในธุรกรรมแต่ละครั้ง
มาตรฐานนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากส่งผลโดยตรงต่อระดับความเสี่ยง เลเวอเรจ มาร์จิ้นที่ต้องใช้ และที่สำคัญที่สุดคือกำไรขาดทุน (P&L) ของคุณ
ตัวอย่างเช่น ในตลาดฟอเร็กซ์ การเทรดมักดำเนินการเป็นล็อต โดย 1 ล็อตมาตรฐาน (Standard Lot) จะเท่ากับ 100,000 หน่วยของสกุลเงินหลัก หมายความว่าเมื่อเทรดเดอร์ส่งคำสั่งซื้อขาย 1 ล็อตมาตรฐานสำหรับ EUR/USD จะเท่ากับเป็นการซื้อหรือขาย 100,000 ยูโร อย่างไรก็ตาม แต่ละประเภทสินทรัพย์จะมีมาตรฐานขนาดล็อตที่แตกต่างกันไป คุณจึงจำเป็นต้องทราบขนาดสถานะก่อนเริ่มเทรดในแต่ละตลาด
ทำไมขนาดล็อตจึงมีความสำคัญ
บางครั้ง สิ่งที่สร้างความแตกต่างให้กับการทำกำไรได้อย่างสม่ำเสมออาจเป็นเรื่องที่มองข้ามได้ง่ายอย่างขนาดล็อต เหตุผลคือ ขนาดล็อตเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการบริหารความเสี่ยงและการวางแผนกลยุทธ์ที่มีประสิทธิภาพในการเทรด หากคุณไม่ทราบขนาดสถานะของตนเอง การเทรดที่ขาดทุนเพียงครั้งเดียวก็อาจสร้างความเสียหายร้ายแรงต่อยอดคงเหลือในบัญชีได้
ลองมาดูรายละเอียดเพิ่มเติมว่าขนาดล็อตส่งผลต่อแง่มุมต่าง ๆ ของการเทรดอย่างไรบ้าง:
ในการเทรดฟอเร็กซ์ ขนาดล็อตจะเป็นตัวกำหนดมูลค่าต่อการเคลื่อนไหวของแต่ละ pip สำหรับล็อตมาตรฐาน การเคลื่อนไหวของราคา 1 pip มักมีมูลค่าเท่ากับ $10 ดังนั้น ขนาดล็อตที่ใหญ่ขึ้นจึงอาจนำไปสู่ผลกำไรหรือการขาดทุนอย่างมีนัยสำคัญแม้ราคาจะเคลื่อนไหวเพียงเล็กน้อยก็ตาม
ในการเทรดหุ้น โดยเฉพาะการเทรด CFD ขนาดล็อตอาจส่งผลต่อต้นทุนในการทำธุรกรรม เช่น การเทรดล็อตมาตรฐานของหุ้นจำนวน 100 หุ้น จะมีโครงสร้างต้นทุนที่แตกต่างจากการเทรดมินิล็อตจำนวน 10 หุ้น
ในการเทรดคริปโต ขนาดล็อตจะส่งผลต่อจำนวนเงินทุนที่ต้องใช้และระดับความเสี่ยงต่อตลาด ขนาดล็อตที่ใหญ่ขึ้นจำเป็นต้องใช้เงินทุนมากขึ้นและทำให้เทรดเดอร์เผชิญกับความเสี่ยงที่สูงขึ้น ในขณะที่ขนาดล็อตที่เล็กลงจะช่วยให้ควบคุมความเสี่ยงได้ดีกว่า
Add it all up: In sum, you must know ahead of entering a position the lot size that suits you. If you are entering a positon with a large lot size, you might panic with value of each pip. Conversely, if you enter a positon with a small lot size, the transaction might not produce a return that satisfies your needs.แต่ละตลาดไม่ได้ใช้มาตรฐานขนาดล็อตเดียวกันทั้งหมด
ตลาดการเงินแต่ละแห่งมีการกำหนดและใช้ขนาดล็อตที่แตกต่างกันไป ความเข้าใจในจุดนี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับเทรดเดอร์ที่เทรดในหลากหลายประเภทสินทรัพย์ มาดูรายละเอียดเพิ่มเติมในตารางด้านล่างนี้:
วิธีคำนวณขนาดล็อตที่เหมาะสมในการเทรดด้วยตนเอง
สิ่งที่คุณคงไม่อยากให้เกิดขึ้นคือ การวิเคราะห์กราฟอย่างรอบคอบและวางแผนการเทรดมาเป็นอย่างดี แต่กลับใช้ขนาดล็อตที่ไม่ถูกต้องเมื่อถึงเวลาเปิดคำสั่งซื้อขายจริง
เพื่อหลีกเลี่ยงข้อผิดพลาดเหล่านั้น มาดูวิธีคำนวณขนาดล็อตในการเทรดด้วยตนเองแบบง่าย ๆ การคำนวณอย่างถูกต้องจะช่วยให้มั่นใจได้ว่าการเทรดแต่ละครั้งสอดคล้องกับระดับความเสี่ยงที่คุณยอมรับได้และยอดคงเหลือในบัญชี ซึ่งช่วยปกป้องเงินทุนของคุณในระยะยาว
ปัจจัยสำคัญที่ต้องพิจารณา
ก่อนเข้าสู่ขั้นตอนการคำนวณ นี่คือปัจจัยสำคัญที่ต้องนำมาใช้ในการคำนวณขนาดล็อต:
- ยอดคงเหลือในบัญชี: เงินทุนทั้งหมดที่มีอยู่ในบัญชีเทรดของคุณ
- ความเสี่ยงต่อการเทรด (%): เปอร์เซ็นต์ของยอดคงเหลือในบัญชีที่คุณพร้อมเสี่ยงในการเทรดหนึ่งครั้ง โดยทั่วไปมีแนวทางว่าไม่ควรเสี่ยงเกิน 1-2% ต่อการเทรด
- ระยะ Stop Loss: ส่วนต่างระหว่างราคาเข้าและระดับ stop loss วัดเป็น pip (สำหรับฟอเร็กซ์) หรือหน่วยราคา
หากเรื่องนี้ดูซับซ้อนเกินไป คุณสามารถใช้บัญชีทดลองเพื่อค้นหาขนาดล็อตที่เหมาะสมสำหรับบัญชีเทรดของคุณได้เช่นกัน เราขอแนะนำให้เปิดบัญชีทดลองเทรดโดยระบุจำนวนเงินทุนตามที่คุณตั้งใจจะฝากเข้าบัญชีจริง วิธีนี้จะช่วยให้คุณได้ผลลัพธ์ที่แม่นยำเกี่ยวกับขนาดล็อตที่เหมาะกับยอดคงเหลือในบัญชีและสไตล์การเทรดของคุณ
ขั้นตอนการคำนวณขนาดล็อตทีละขั้นตอน
เมื่อเข้าใจปัจจัยพื้นฐานแล้ว มาดูวิธีคำนวณขนาดล็อตที่เหมาะสมในแต่ละตลาดกัน:
การเทรดฟอเร็กซ์ (ตัวอย่าง EUR/USD)
สูตรการคำนวณ:
ขนาดล็อต = [ยอดคงเหลือในบัญชี × เปอร์เซ็นต์ความเสี่ยง] / [ระยะ Stop Loss เป็น Pip × มูลค่าของ Pip]
ตัวอย่าง:
- ยอดคงเหลือในบัญชี: $10,000
- เปอร์เซ็นต์ความเสี่ยง: 2% (0.02)
- Stop loss: 50 pip
- มูลค่า pip สำหรับ EUR/USD: $10 ต่อ pip (สำหรับล็อตมาตรฐาน 100,000 หน่วย)
ขนาดล็อต = [10,000 × 0.02] / [50 × 10] = 200 / 500 = 0.4 ล็อต
หมายความว่าคุณควรเทรด 0.4 ล็อตมาตรฐาน หรือ 40,000 หน่วยของ EUR/USD เพื่อเสี่ยงเงิน $200 ซึ่งคิดเป็น 2% ของยอดคงเหลือในบัญชีของคุณ
การเทรดหุ้น (ตัวอย่าง CFD หุ้น AAPL)
สูตรการคำนวณขนาดล็อตสำหรับ CFD หุ้น:
จำนวนหุ้น = [ยอดคงเหลือในบัญชี × เปอร์เซ็นต์ความเสี่ยง] / [ระยะ Stop Loss ของราคา]
ตัวอย่าง:
- ยอดคงเหลือในบัญชี: $10,000
- เปอร์เซ็นต์ความเสี่ยง: 2% (0.02)
- Stop loss: $5
จำนวนหุ้น = [10,000 × 0.02] / 5 = 200 / 5 = 40 หุ้น
คุณสามารถซื้อหุ้น AAPL ได้ 40 หุ้น โดยมีความเสี่ยงอยู่ที่ $200 หากราคาเคลื่อนไหวสวนทางไป $5 ต่อหุ้น
หมายเหตุ: เนื่องจากโบรกเกอร์ส่วนใหญ่กำหนดให้ 1 หุ้นเท่ากับ 1 ล็อต คุณจึงสามารถใช้ 40 ล็อตได้เช่นกัน
การเทรดคริปโต (ตัวอย่าง BTC/USD)
สูตรการคำนวณ:
ขนาดสถานะ = [ยอดคงเหลือในบัญชี × เปอร์เซ็นต์ความเสี่ยง] / [ระยะ Stop Loss ของราคา]
ตัวอย่าง:
- ยอดคงเหลือในบัญชี: $10,000
- เปอร์เซ็นต์ความเสี่ยง: 2% (0.02)
- Stop loss: $1,000
ขนาดสถานะ = [10,000 × 0.02] / 1,000 = 200 / 1,000 = 0.2 ล็อต
คุณควรเทรด 0.2 ล็อต เพื่อเสี่ยงเงิน $200 หากราคาเคลื่อนไหวสวนทางไป $1,000
การใช้เครื่องคำนวณขนาดล็อตเพื่อกำหนดขนาดสถานะที่แม่นยำ
ในความเป็นจริง ยุคที่เทรดเดอร์ต้องมานั่งคำนวณขนาดล็อตด้วยตนเองก่อนเปิดสถานะนั้นผ่านไปแล้ว และเหตุผลก็เข้าใจได้ไม่ยาก นั่นเพราะมันค่อนข้างยุ่งยากและเสียเวลา
เพื่อลดความซับซ้อนและเพิ่มความแม่นยำในการคำนวณ คุณสามารถใช้เครื่องคำนวณขนาดล็อตออนไลน์ได้ เครื่องมือเหล่านี้ช่วยให้คุณกรอกรายละเอียดบัญชี ระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ และข้อมูลเฉพาะของการเทรด เพื่อหาขนาดสถานะที่เหมาะสมที่สุด
ตัวอย่างเช่น เครื่องคำนวณขนาดล็อตของ Switch Markets ซึ่งเป็นตัวเลือกยอดนิยมของเทรดเดอร์ เครื่องคำนวณขนาดล็อตของเราใช้งานง่าย ช่วยให้ทั้งเทรดเดอร์มือใหม่และมืออาชีพสามารถคำนวณขนาดสถานะล่วงหน้าได้อย่างสะดวก
เราจะใช้เครื่องคำนวณขนาดล็อตออนไลน์นี้ในตัวอย่างต่อ ๆ ไปในบทความนี้
วิธีคำนวณขนาดล็อตในการเทรดฟอเร็กซ์
ในการเทรดฟอเร็กซ์ ล็อตหมายถึงจำนวนหน่วยมาตรฐานของสกุลเงินหลักที่คุณกำลังเทรด โดยระบบถูกออกแบบมาเพื่อรองรับเทรดเดอร์ที่มีขนาดบัญชีและระดับการยอมรับความเสี่ยงที่หลากหลาย:
- Standard Lot: เท่ากับ 100,000 หน่วยของสกุลเงินหลัก เช่น การเทรด 1 ล็อตมาตรฐานของ EUR/USD จะเกี่ยวข้องกับเงินจำนวน €100,000
- Mini Lot: เท่ากับ 10,000 หน่วย การเทรด 1 มินิล็อตของ GBP/USD หมายถึงคุณกำลังจัดการกับเงินจำนวน £10,000
- Micro Lot: เท่ากับ 1,000 หน่วย โดย 1 ไมโครล็อตใน USD/CAD จะเท่ากับ $1,000
- Nano Lot: เท่ากับ 100 หน่วย แม้จะไม่ค่อยพบบ่อยนัก แต่โบรกเกอร์บางแห่งก็มีนาโนล็อตให้บริการ ซึ่งเปิดโอกาสให้เทรดได้ด้วยขนาดที่เล็กเพียง 100 หน่วยของสกุลเงินหลัก
ขนาดล็อตส่งผลต่อมูลค่า Pip อย่างไร
pip คือการเคลื่อนไหวของราคาที่เล็กที่สุดในตลาดฟอเร็กซ์ โดยทั่วไปจะอยู่ที่ทศนิยมตำแหน่งที่ 4 สำหรับคู่สกุลเงินส่วนใหญ่ (0.0001) และทศนิยมตำแหน่งที่ 2 สำหรับคู่สกุลเงินที่มีเงินเยนญี่ปุ่น (0.01) ขนาดล็อตที่คุณเลือกจะส่งผลต่อมูลค่าตัวเงินของการเคลื่อนไหวในแต่ละ pip โดยตรง:
- Standard Lot: การเคลื่อนไหวแต่ละ pip มีมูลค่า $10
- Mini Lot: การเคลื่อนไหวแต่ละ pip มีมูลค่า $1
- Micro Lot: การเคลื่อนไหวแต่ละ pip มีมูลค่า $0.10
- Nano Lot: การเคลื่อนไหวแต่ละ pip มีมูลค่า $0.01
ตัวอย่าง: หากคุณเทรด 1 ล็อตมาตรฐานของ EUR/USD และราคาขยับจาก 1.1000 ไปเป็น 1.1001 นั่นคือการเคลื่อนไหว 1 pip ซึ่งส่งผลให้เกิดกำไรหรือขาดทุน $10
เลเวอเรจและมาร์จิ้นที่ต้องใช้ในฟอเร็กซ์
โบรกเกอร์ฟอเร็กซ์ให้บริการเลเวอเรจ ซึ่งช่วยให้เทรดเดอร์สามารถควบคุมขนาดสถานะที่ใหญ่ขึ้นได้ด้วยเงินทุนจำนวนไม่มาก เลเวอเรจจะแสดงในรูปแบบของอัตราส่วน เช่น 1:1000 หรือ 1:10 เป็นต้น ตัวอย่างเช่น ที่ Switch Markets เทรดเดอร์สามารถเทรดด้วยเลเวอเรจสูงสุดถึง 1:500 มาดูกันว่าอัตราส่วนเลเวอเรจหมายถึงอะไรบ้าง:
- เลเวอเรจ 1:1000: ด้วยเลเวอเรจนี้ คุณสามารถควบคุมขนาดสถานะที่ใหญ่กว่าเงินทุนของคุณได้ถึง 1,000 เท่า ตัวอย่างเช่น ด้วยเงิน $1,000 คุณสามารถเทรดสถานะที่มีมูลค่า $1,000,000 ได้ (1 ล็อตมาตรฐาน)
- เลเวอเรจ 1:10: อำนาจการเทรดของคุณจะเพิ่มขึ้นเป็นสิบเท่า ด้วยเงิน $1,000 เท่าเดิม คุณจะสามารถควบคุมสถานะมูลค่า $10,000 ได้ (1 มินิล็อต)
สิ่งสำคัญคือต้องเข้าใจว่า แม้เลเวอเรจจะช่วยเพิ่มโอกาสในการทำกำไร แต่ก็เพิ่มความเสี่ยงต่อการขาดทุนหนักได้เช่นกัน หรืออาจกล่าวได้ว่า เลเวอเรจเป็นดาบสองคม ดังนั้นจึงแนะนำให้ใช้เลเวอเรจต่ำลงเมื่อคุณเพิ่งเริ่มต้นเทรด
การใช้เครื่องคำนวณขนาดล็อตสำหรับการเทรดฟอเร็กซ์
แน่นอนว่าคุณสามารถคำนวณขนาดล็อตที่ต้องการด้วยตนเองได้ และเมื่อเวลาผ่านไป คุณอาจเลือกใช้ขนาดล็อตคงที่ที่คุ้นเคยเป็นประจำ
แต่ในช่วงเริ่มต้น คุณไม่จำเป็นต้องคำนวณทั้งหมดด้วยตนเอง แม้กระทั่งเทรดเดอร์ฟอเร็กซ์มืออาชีพก็ยังใช้เครื่องคำนวณขนาดล็อตช่วยจัดการงานยาก ๆ เหล่านี้ และนี่คือวิธีที่คุณสามารถนำไปปรับใช้ในการเทรดของคุณ:
1. ขั้นแรก ให้เปิดเครื่องคำนวณขนาดล็อตของ Switch Markets แล้วเลือกคู่สกุลเงินที่คุณต้องการเทรด

2. จากนั้น ให้เลือกสกุลเงินฝากของบัญชีเทรดของคุณ

3. เมื่อเลือกเรียบร้อยแล้ว ให้กลับไปที่แพลตฟอร์ม MT4/MT5 เพื่อนำราคาเข้าและราคา stop loss มากรอกลงในเครื่องคำนวณ
4. สุดท้าย ให้กรอกข้อมูลยอดคงเหลือในบัญชี และกำหนดความเสี่ยงที่ต้องการ (ไม่ว่าจะเป็นเปอร์เซ็นต์หรือจำนวนเงินคงที่) จากนั้นกดปุ่ม "คำนวณ" (calculate) แล้วคุณจะได้รับค่าขนาดล็อตทันที ดังภาพด้านล่าง:

เรียบร้อย ตัวอย่างนี้แสดงการตั้งค่าสถานะ Long บนคู่ GBPUSD โดยมีระยะ stop loss อยู่ที่ประมาณ 81 pip ความเสี่ยง 1% บนบัญชีที่มีเงินทุน $25,000 เมื่อกรอกข้อมูลที่จำเป็นครบถ้วนแล้ว เครื่องคำนวณจะแสดงผลลัพธ์ขนาดล็อตออกมาเป็น 3.08 ในทันที
วิธีคำนวณขนาดล็อตใน CFD หุ้น
ในการเทรดหุ้นแบบดั้งเดิม ล็อตมักจะหมายถึงจำนวนหุ้นที่เป็นมาตรฐาน ในตลาดสหรัฐฯ 1 ล็อตมาตรฐานมักจะเท่ากับ 100 หุ้น ซึ่งมักเรียกว่า "round lot" การซื้อตามจำนวนขั้นดังกล่าวในบางครั้งอาจช่วยให้ได้ราคาและการดำเนินการคำสั่งที่ดีกว่า
ในทางกลับกัน เมื่อเทรด CFD หุ้น แนวคิดเรื่องขนาดล็อตจะมีความยืดหยุ่นมากกว่า ความยืดหยุ่นนี้หมายความว่าโบรกเกอร์แต่ละแห่งอาจกำหนดขนาดล็อตที่แตกต่างกันไป
ตัวอย่างเช่น โบรกเกอร์บางแห่งอาจกำหนดให้สัญญา CFD 1 สัญญาเท่ากับหุ้นอ้างอิง 1 หุ้น ขณะที่บางแห่งอาจกำหนดขนาดล็อตตามแบบของตนเอง ดังนั้นจึงขอแนะนำให้ตรวจสอบข้อกำหนดของสัญญาบนเว็บไซต์ของโบรกเกอร์ และหากจำเป็น ให้เปิดบัญชีทดลองเพื่อดูขนาดล็อตที่แน่นอนที่โบรกเกอร์ของคุณกำหนดไว้
ตัวอย่างการคำนวณโดยใช้เครื่องคำนวณขนาดล็อต
สมมติว่าคุณพบโอกาสการเทรดที่มีความเป็นไปได้สูงในหุ้น Tesla (TSLA) และต้องการคำนวณขนาดล็อตที่เหมาะสมก่อนเปิดคำสั่งซื้อขายในบัญชีเทรดของคุณ
นี่คือขั้นตอนในการคำนวณ:
1. เช่นเดียวกับตัวอย่างฟอเร็กซ์ ให้เปิดเครื่องคำนวณขนาดล็อตของ Switch Markets แล้วเลือก TSLA เมื่อทำถูกต้อง หน้าจอจะแสดงดังนี้:

2. จากนั้น ให้กลับไปที่กราฟของคุณ แล้วคัดลอกราคาเข้าและราคา stop loss มาใส่ในช่องที่กำหนดไว้ในเครื่องคำนวณขนาดล็อต คุณจะได้ผลลัพธ์ดังนี้:

3. สุดท้าย ให้กรอกยอดคงเหลือในบัญชีและระดับความเสี่ยงที่คุณยอมรับได้ จากนั้นกดปุ่ม "คำนวณ" (Calculate) แล้วระบบจะแสดงขนาดล็อตที่เหมาะสมให้คุณเห็นทันที ดังภาพด้านล่าง:

จากตัวอย่างด้านบน เครื่องคำนวณจะให้ผลลัพธ์ขนาดล็อตอยู่ที่ 61 ล็อต ตามข้อมูลที่ระบุไว้ (ยอดคงเหลือในบัญชี $30,000 และระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ 1%)
ขนาดล็อตในการเทรดสินค้าโภคภัณฑ์ (น้ำมันดิบ ทองคำ ฯลฯ)
ในการเทรดสินค้าโภคภัณฑ์ ล็อตหมายถึงหน่วยมาตรฐานที่ระบุปริมาณของสินค้าโภคภัณฑ์ในหนึ่งสัญญา หรืออีกนัยหนึ่งคือ สินค้าโภคภัณฑ์แต่ละประเภทจะมีมาตรฐานขนาดล็อตที่แตกต่างกันไป
ขนาดล็อตและข้อกำหนดของสัญญาในการเทรดสินค้าโภคภัณฑ์
ขนาดล็อตที่กำหนดไว้ของสัญญาสินค้าโภคภัณฑ์จะส่งผลโดยตรงต่อมาร์จิ้นที่ต้องใช้และความอ่อนไหวของสถานะต่อการเคลื่อนไหวของราคา
- มาร์จิ้นที่ต้องใช้: ในการเปิดสถานะ เทรดเดอร์ต้องวางมาร์จิ้นเริ่มต้น ซึ่งเป็นเพียงสัดส่วนหนึ่งของมูลค่าสัญญาทั้งหมด ยิ่งขนาดล็อตใหญ่ขึ้น มาร์จิ้นที่ต้องใช้ก็จะยิ่งสูงขึ้น
- การเคลื่อนไหวของราคา: ผลกระทบจากความผันผวนของราคาจะถูกขยายตามขนาดล็อต เช่น ในสัญญาน้ำมันดิบ การเปลี่ยนแปลงของราคา $1 จะเท่ากับกำไรหรือขาดทุน $1,000 (เนื่องจาก 1,000 บาร์เรล × $1 = $1,000)
การใช้เครื่องคำนวณขนาดล็อตสำหรับการเทรดสินค้าโภคภัณฑ์
การกำหนดขนาดล็อตที่เหมาะสมมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการบริหารความเสี่ยงที่มีประสิทธิภาพ นี่คือขั้นตอนการใช้งานเครื่องคำนวณขนาดล็อต:
สมมติว่าคุณมียอดคงเหลือ $50,000 และต้องการเสี่ยง 2% ของบัญชีในการเทรดน้ำมันดิบตามแผนที่คุณเพิ่งวิเคราะห์ไว้ นี่คือวิธีคำนวณโดยใช้เครื่องคำนวณขนาดล็อตของเรา:

เมื่อกรอกข้อมูลสำคัญทั้งหมดครบถ้วนแล้ว รวมถึงราคาเข้าและราคาออก ให้กดปุ่ม "คำนวณ" (calculate) แล้วคุณจะได้รับขนาดล็อตที่เหมาะสมโดยอัตโนมัติ ดังแสดงในภาพด้านบน
ข้อผิดพลาดทั่วไปเกี่ยวกับขนาดล็อตที่เทรดเดอร์มักพบเจอ
การเลือกขนาดล็อตเป็นหนึ่งในองค์ประกอบที่สำคัญที่สุดของการบริหารความเสี่ยงในการเทรด แต่เทรดเดอร์จำนวนมาก โดยเฉพาะมือใหม่ มักทำผิดพลาดในจุดนี้ ข้อผิดพลาดในการกำหนดขนาดล็อตอาจนำไปสู่การขาดทุนโดยไม่จำเป็น การถูกเรียกหลักประกันเพิ่ม (margin call) หรือแม้กระทั่งพอร์ตแตกได้
นี่คือข้อผิดพลาดที่พบบ่อยที่สุดที่เทรดเดอร์มักต้องเผชิญเมื่อจัดการกับขนาดล็อต:
การใช้เลเวอเรจเกินตัวด้วยขนาดล็อตที่ใหญ่เกินไป
หนึ่งในข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้นบ่อยที่สุดคือ การเลือกขนาดล็อตที่ใหญ่เกินไปเมื่อเทียบกับขนาดบัญชี
การใช้เลเวอเรจเกินตัวมักนำไปสู่ภาวะการขาดทุนสะสม (drawdown) อย่างรุนแรงเมื่อตลาดเคลื่อนไหวสวนทางกับสถานะที่เปิดไว้ เทรดเดอร์ที่ใช้ขนาดล็อตใหญ่เกินไปอาจสูญเสียเงินในบัญชีอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในช่วงที่ตลาดมีความผันผวนสูงหรือช่วงที่มีการประกาศข่าวสำคัญ
ความอยากได้กำไรเร็ว ๆ มักบดบังความเป็นจริงที่ว่า เลเวอเรจสูงอาจส่งผลให้ถูกปิดสถานะโดยอัตโนมัติ (liquidation) อย่างรวดเร็วได้เช่นกัน
การมองข้ามขนาดบัญชีเมื่อเลือกขนาดล็อต
ข้อนี้อาจฟังดูคล้ายกับข้อแรก แต่มีความแตกต่างกัน ขนาดล็อตของเทรดเดอร์ควรสอดคล้องกับยอดคงเหลือในบัญชีและระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้เสมอ เพราะในจุดนี้ ขนาดล็อตมีความสำคัญอย่างยิ่ง
มือใหม่จำนวนมากมักติดกับดักการเทรดล็อตมาตรฐาน (100,000 หน่วยในฟอเร็กซ์) โดยไม่ได้ประเมินว่าบัญชีของตนเองสามารถรองรับความเสี่ยงขนาดนั้นได้หรือไม่
หลักการง่าย ๆ คืออย่าเสี่ยงเกิน 1-2% ของยอดคงเหลือในบัญชีทั้งหมดในการเทรดครั้งใดก็ตาม หากไม่ทำตามนี้ มักจะส่งผลให้เกิดการขาดทุนสะสมมากเกินไป จนทำให้ยากที่จะฟื้นตัวจากการเทรดที่ขาดทุนได้
ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับกฎขนาดล็อตเฉพาะของแต่ละโบรกเกอร์
โบรกเกอร์แต่ละแห่งมีการกำหนดขนาดล็อต มาร์จิ้นที่ต้องใช้ และตัวเลือกเลเวอเรจที่แตกต่างกัน เทรดเดอร์ที่ไม่เข้าใจรายละเอียดเหล่านี้อาจพบเจอปัญหา เช่น ข้อผิดพลาด "ขนาดล็อตไม่ถูกต้อง" (invalid lot size)
โบรกเกอร์บางแห่งมีข้อจำกัดขนาดล็อตขั้นต่ำ หรือข้อกำหนดมาร์จิ้นเฉพาะที่อาจส่งผลต่อการดำเนินการคำสั่งซื้อขาย การทำความคุ้นเคยกับกฎเฉพาะของโบรกเกอร์จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อหลีกเลี่ยงข้อผิดพลาดและความยุ่งยากในการเทรดโดยไม่จำเป็น และหากคุณไม่เข้าใจข้อกำหนดขนาดล็อตของโบรกเกอร์ ให้ติดต่อทีมสนับสนุน และตรวจสอบให้แน่ใจว่าคุณเข้าใจขนาดล็อตและมูลค่าของ pip เป็นอย่างดีก่อนที่จะทำการเทรดใด ๆ
เพียงหลีกเลี่ยงข้อผิดพลาดเหล่านี้ คุณก็สามารถพลิกผลลัพธ์การเทรดและทำผลงานได้ดีกว่าเทรดเดอร์อีกหลายพันคน การเลือกขนาดล็อตที่เหมาะสมจะช่วยให้คุณอยู่รอดและเติบโตในตลาดได้ในระยะยาว
บทสรุป
โดยสรุปแล้ว เทรดเดอร์จำนวนมากมักมองข้ามความสำคัญของการเลือกขนาดล็อตที่ถูกต้อง หากเลือกขนาดล็อตที่ใหญ่เกินจำเป็น คุณก็อาจทำให้พอร์ตแตกได้อย่างง่ายดาย แล้วถ้าเลือกขนาดล็อตที่เล็กเกินไปล่ะ คุณก็อาจพลาดโอกาสในการสร้างผลตอบแทนก้อนโตได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย
เป้าหมายคือการใช้ขนาดล็อตที่เหมาะสมอย่างสม่ำเสมอ และเมื่อเวลาผ่านไป ให้เรียนรู้วิธีขยายขนาดสถานะของคุณ การเลือกขนาดล็อตที่เหมาะสมโดยอิงจากยอดคงเหลือในบัญชี เปอร์เซ็นต์ความเสี่ยง และระดับ stop loss จะช่วยสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนและความสำเร็จในระยะยาวได้
และแทนที่จะต้องมานั่งคำนวณขนาดสถานะด้วยตนเอง คุณสามารถใช้เครื่องคำนวณขนาดล็อตเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่แม่นยำและตรงกับกลยุทธ์ของคุณ คุณสามารถลองใช้เครื่องคำนวณขนาดล็อตของ Switch Markets เพื่อควบคุมความเสี่ยงในการเทรดได้อย่างมืออาชีพ
การเปิดเผยความเสี่ยง: ข้อมูลในบทความนี้ไม่ได้มีเจตนาให้คำแนะนำทางการเงิน แนะนำการลงทุน รับประกันผลกำไร หรือป้องกันการขาดทุน เนื้อหาของเราจัดทำขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ในการให้ข้อมูลเท่านั้น และเพื่อช่วยให้คุณเข้าใจความเสี่ยงและความซับซ้อนของตลาดเหล่านี้ผ่านการวิเคราะห์ที่เป็นกลาง ก่อนเริ่มการซื้อขาย โปรดพิจารณาประสบการณ์ เป้าหมายทางการเงิน และระดับความเสี่ยงที่คุณยอมรับได้อย่างรอบคอบ การซื้อขายมีความเสี่ยงสูงที่จะสูญเสียเงินทุนและอาจไม่เหมาะสำหรับทุกคน



