21 คนเปิดบัญชีจริงใน 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

เปิดบัญชีเทรดจริง
มีฝ่ายสนับสนุนพร้อมให้บริการ 24/7
Switch Markets Logo
ดูเครื่องมือการเทรดทั้งหมดปฏิทินเศรษฐกิจเครื่องคำนวณกำไรฟอเร็กซ์เครื่องคำนวณ Pipเครื่องคำนวณมาร์จิ้นฟอเร็กซ์เครื่องคำนวณ Forward Rates ฟอเร็กซ์เครื่องคำนวณ CAGRเครื่องคำนวณ Value at Riskเครื่องคำนวณ Drawdown ฟอเร็กซ์เครื่องคำนวณ Risk of Ruinเครื่องคำนวณ Stop Loss และ Take Profitเครื่องคำนวณ Fibonacciเครื่องคำนวณขนาดล็อตเครื่องมือวัดความแข็งแกร่งของสกุลเงินHeat Map ตลาดเครื่องคำนวณสวอปฟอเร็กซ์เครื่องคำนวณความผันผวนฟอเร็กซ์เครื่องคำนวณ ATRเครื่องมือแปลงเขตเวลาตลาดฟอเร็กซ์เครื่องคำนวณผลตอบแทนทบต้นฟอเร็กซ์เครื่องคำนวณ Pivot Pointเครื่องคำนวณ Win Rateเครื่องคำนวณอัตราส่วน Risk to Rewardเครื่องคำนวณ VWAPเครื่องคำนวณผลตอบแทนการเทรดการจำลองแบบ Monte Carlo
เข้าสู่ระบบเปิดบัญชี

CFD เป็นตราสารที่มีความซับซ้อนและมีความเสี่ยงสูงที่จะสูญเสียเงินอย่างรวดเร็วเนื่องจากเลเวอเรจ บัญชีลูกค้ารายย่อย 71% สูญเสียเงินเมื่อเทรด CFD กับผู้ให้บริการรายนี้ คุณควรพิจารณาว่าคุณเข้าใจการทำงานของ CFD หรือไม่ และคุณสามารถรับความเสี่ยงสูงที่จะสูญเสียเงินได้หรือไม่

สเปรดคงที่ vs สเปรดลอยตัว: ต่างกันอย่างไร และควรเลือกแบบไหน

สเปรดคงที่ vs สเปรดลอยตัว: ต่างกันอย่างไร และควรเลือกแบบไหน

12 นาที 31 วินาที|เขียนโดย: Lex Smirnoff|อัปเดตล่าสุด: 16 ตุลาคม 2026

เมื่อคุณเปิดสถานะเทรดในตลาด คุณจะต้องจ่ายต้นทุนทันทีก่อนที่ตลาดจะเคลื่อนไหวไปในทิศทางที่คุณต้องการ ต้นทุนนั้นคือค่าสเปรด และการทำความเข้าใจว่าจะเลือกใช้สเปรดคงที่หรือสเปรดลอยตัวนั้นส่งผลอย่างมากต่อผลกำไรขาดทุนสุทธิของคุณ

ในคู่มือนี้ คุณจะได้เรียนรู้การทำงานของสเปรดแต่ละประเภทอย่างละเอียด ทั้งข้อดี ข้อเสีย และแนวทางปฏิบัติเพื่อช่วยให้คุณตัดสินใจได้ว่าสเปรดแบบใดเหมาะกับกลยุทธ์การเทรดของคุณ

คำตอบโดยสรุป: สเปรดคงที่ vs สเปรดลอยตัว (สรุป)

ความแตกต่างระหว่างสเปรดคงที่และสเปรดลอยตัวขึ้นอยู่กับเรื่องความสามารถในการคาดการณ์ต้นทุนเทียบกับความคุ้มค่า สเปรดคงที่จะไม่เปลี่ยนแปลงไม่ว่าสภาวะตลาดจะเป็นอย่างไร ขณะที่สเปรดลอยตัวจะปรับเปลี่ยนแบบเรียลไทม์ตามสภาพคล่องและความผันผวนของตลาด ตัวเลือกที่เหมาะสมจึงขึ้นอยู่กับความถี่ในการเทรด ช่วงเวลาที่คุณเทรด และความสบายใจในการรับมือกับต้นทุนที่เปลี่ยนแปลงได้

สรุปสิ่งสำคัญที่คุณควรรู้:

  • สเปรดคงที่จะเท่าเดิมเกือบตลอดเวลาและกำหนดโดยโบรกเกอร์
  • สเปรดลอยตัว (แปรผัน) จะเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาตามสภาพคล่องและความผันผวนของตลาด

การเปรียบเทียบแบบจุดต่อจุด:

  • การคาดการณ์ต้นทุน: สเปรดคงที่ทำได้สูง สเปรดลอยตัวทำได้ต่ำ
  • ระดับต้นทุนทั่วไป: สเปรดคงที่มักจะสูงกว่า สเปรดลอยตัวมักจะต่ำกว่าในช่วงที่ตลาดสงบ
  • เหมาะสำหรับ: สเปรดคงที่ = ผู้เริ่มต้น เทรดเดอร์สาย Swing ที่เลี่ยงข่าว สเปรดลอยตัว = เทรดเดอร์ที่เทรดบ่อยและให้ความสำคัญกับต้นทุนในช่วงเซสชันที่มีสภาพคล่องสูง
  • รูปแบบการดำเนินการคำสั่ง: สเปรดคงที่ = มักเป็น Market Maker สเปรดลอยตัว = มักเป็น ECN/STP/Non-Dealing Desk

วิธีตัดสินใจอย่างรวดเร็ว:

แล้วจะตัดสินใจอย่างไร หากคุณเทรดขนาดสถานะไม่ใหญ่นัก ไม่ชอบต้นทุนที่ไม่คาดคิด และมักหลีกเลี่ยงช่วงข่าวสำคัญ สเปรดคงที่ก็น่าจะเหมาะกับคุณมากกว่า ในทางกลับกัน หากคุณเป็นสาย Scalp เทรดรายวัน หรือเน้นเทรดช่วงเซสชันลอนดอนและนิวยอร์กที่มีสภาพคล่องสูงและสเปรดแคบ สเปรดลอยตัวก็มักจะตอบโจทย์มากกว่า ดังนั้น ก่อนตัดสินใจ ลองพิจารณาดูว่าคุณถือสถานะนานแค่ไหน เปิดรับความเสี่ยงจากข่าวมากน้อยเพียงใด และขนาดบัญชีของคุณเป็นอย่างไร และหากยังไม่แน่ใจ ทางเลือกที่ปลอดภัยที่สุดคือทดลองทั้งสองแบบใน บัญชีทดลอง สักสองสามสัปดาห์ เพื่อดูว่าแบบไหนเข้ากับสไตล์การเทรดของคุณมากที่สุด

  • เลือกสเปรดคงที่ หากคุณเทรดขนาดเล็ก ไม่ชอบต้นทุนที่คาดเดาไม่ได้ และเลี่ยงข่าวสำคัญ
  • เลือกสเปรดลอยตัว หากคุณเล่นสั้น (Scalp) เทรดรายวัน หรือเทรดช่วงเซสชันลอนดอน/นิวยอร์กที่สเปรดแคบ
  • พิจารณาระยะเวลาถือสถานะโดยเฉลี่ย การเปิดรับความเสี่ยงจากข่าว และขนาดบัญชีก่อนตัดสินใจ
  • หากไม่แน่ใจ ให้ทดลองทั้งสองแบบในบัญชีทดลองสักสองสามสัปดาห์

สเปรดในการเทรดฟอเร็กซ์และ CFD คืออะไร?

ก่อนจะลงลึกในรายละเอียด มาทำความเข้าใจกันก่อนว่าสเปรดในการเทรดคืออะไร พูดง่าย ๆ คือ สเปรดคือผลต่างระหว่างราคาสองราคาที่โบรกเกอร์เสนอสำหรับตราสารทางการเงิน ไม่ว่าจะเป็น EUR/USD XAUUSD ดัชนีหุ้น หรือ CFD ซึ่งถือเป็นต้นทุนธุรกรรมหลักในการเปิดและปิดสถานะของคุณ

หลักการทำงานมีดังนี้:

  • โบรกเกอร์จะเสนอราคาสองราคา: ราคา Bid (ราคาที่คุณสามารถขายได้) และราคา Ask (ราคาที่คุณสามารถซื้อได้)
  • สเปรด = ราคา Ask − ราคา Bid ซึ่งในฟอเร็กซ์มักวัดเป็น pip (เช่น 0.0001 สำหรับคู่สกุลเงินส่วนใหญ่ และ 0.01 สำหรับคู่สกุลเงินที่มี JPY)
  • ค่าสเปรดถือเป็นต้นทุนหลักของการเทรด คล้ายกับค่าคอมมิชชั่นที่รวมอยู่ในทุกคำสั่งเทรด

มาดูตัวอย่างสเปรดของ EUR/USD บน Switch Markets กัน:

eurusd-spread

จากภาพด้านบน สเปรด EUR/USD อยู่ที่ 0.1 ซึ่งหมายความว่าราคา Bid คือ 1.16818 และราคา Ask คือ 1.16819 ในกรณีนี้ ต้นทุนสำหรับ 1 ล็อตมาตรฐาน (100,000 หน่วย): 1 pip × $10 ต่อ pip = $10

อย่างไรก็ตาม คุณควรทราบว่ารูปแบบ ECN เช่น Switch Markets มักรวมสเปรดที่แคบเข้ากับค่าคอมมิชชั่นคงที่ต่อล็อต ดังนั้นคุณจึงต้องจ่ายต้นทุนเสมอ การทำความเข้าใจสเปรด Bid-Ask จึงเป็นพื้นฐานในการคำนวณต้นทุนการเทรดที่แท้จริงของคุณ คุณสามารถเข้าไปที่หน้านี้เพื่อเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับ สเปรดของ Switch Markets

ประเภทของสเปรด: สเปรดคงที่ vs สเปรดลอยตัว

โบรกเกอร์สำหรับลูกค้ารายย่อยส่วนใหญ่ในปัจจุบันมีสเปรดหลัก ๆ สองประเภท ได้แก่ สเปรดคงที่และสเปรดลอยตัว (หรือที่เรียกว่า Variable Spread) แม้ว่าชื่อเรียกอาจแตกต่างกันไปตามแต่ละโบรกเกอร์ แต่หลักการทำงานยังคงเหมือนกัน

เมื่อเข้าใจพื้นฐานแล้ว มาดูรายละเอียดของสเปรดแต่ละประเภทกัน

สเปรดคงที่คืออะไร?

สเปรดคงที่คือสเปรดที่กำหนดเป็นจำนวน pip ที่คงที่ เช่น 2 หรือ 3 pip สำหรับ EUR/USD และโดยทั่วไปจะไม่เปลี่ยนแปลงตามการขยับของราคาในสภาวะตลาดปกติ ระดับสเปรดคงที่จะยังคงเดิมไม่ว่าตลาดจะเงียบสงบหรือมีความเคลื่อนไหวปานกลาง

การทำงานของสเปรดคงที่:

  • มักให้บริการโดยโบรกเกอร์ประเภท Dealing Desk หรือ Market Maker ที่จัดการคำสั่งของลูกค้าภายในองค์กรเอง
  • โบรกเกอร์สามารถควบคุมราคาที่แสดงได้เนื่องจากเป็นคู่สัญญาโดยตรงในคำสั่งเทรดจำนวนมาก
  • ในช่วงที่ตลาดผันผวนรุนแรงหรือนอกเวลาทำการของตลาด โบรกเกอร์บางแห่งอาจขยายสเปรด “คงที่” ชั่วคราว หรือระงับคำสั่งซื้อขายใหม่

โบรกเกอร์ที่ให้บริการสเปรดคงที่จะเป็นผู้รับความเสี่ยงจากความผันผวนของตลาดแทนคุณ และรวมความเสี่ยงนั้นเข้าไปในค่าสเปรดเรียบร้อยแล้ว

ข้อดีและข้อเสียของสเปรดคงที่:

Pros
    • คาดการณ์ต้นทุนธุรกรรมได้: คุณจะทราบค่าสเปรดก่อนเปิดสถานะเทรด ซึ่งมีประโยชน์สำหรับบัญชีรายย่อยขนาดเล็ก
    • วางแผนได้ง่ายขึ้น: ช่วยในการสร้างกลยุทธ์ที่ต้องการต้นทุนคงที่ (เช่น กลยุทธ์แบบ Grid หรือ EA บางประเภท)
    • ลดความกังวลจากความผันผวนเล็กน้อย: เทรดเดอร์จะไม่ได้รับผลกระทบจากสเปรดที่แกว่งตัวขึ้นลงบ่อย ๆ ในช่วงปกติ
    • ไม่มีต้นทุนที่ไม่คาดคิดในสภาวะปกติ: ต้นทุนจะเท่าเดิมไม่ว่าคุณจะเทรดเวลา 9:00 น. หรือ 15:00 น.
Cons
    • มักจะสูงกว่าค่าเฉลี่ยของสเปรดลอยตัวในช่วงเซสชันปกติที่มีสภาพคล่องสูง (เช่น สเปรดคงที่ 2–3 pip เทียบกับสเปรดลอยตัวที่มักอยู่ที่ 0.0–0.5 pip สำหรับ EUR/USD ในช่วงเปิดตลาดลอนดอน)
    • ต้นทุนสัมพัทธ์สูงกว่าสำหรับเทรดเดอร์สาย Scalp และเทรดเดอร์ระยะสั้น ซึ่งทุก pip มีความหมาย
    • มีความเสี่ยงที่จะเกิดรีโควตและถูกปฏิเสธคำสั่งซื้อขายสูงขึ้นเมื่อตลาดเคลื่อนไหวรวดเร็ว (เช่น ช่วงประกาศดัชนี CPI ของสหรัฐฯ) เนื่องจากโบรกเกอร์ไม่สามารถขยายสเปรดคงที่ได้ทันที จึงอาจเสนอราคาใหม่แทน
    • อาจเกิดสลิปเพจได้หากราคากระโดดข้ามระดับราคาคงที่

สถานการณ์ในความเป็นจริง:

ในช่วงตลาดลอนดอนที่สงบของ EUR/USD โบรกเกอร์ที่ใช้สเปรดคงที่อาจยังคิดค่าสเปรดที่ 2 pip ในขณะที่บัญชี ECN สเปรดลอยตัวมักแสดงที่ 0.1–0.3 pip เกือบตลอดเวลา เมื่อรวมกันหลายสิบคำสั่งเทรด ส่วนต่างนี้จะสะสมจนกลายเป็นต้นทุนที่ต่างกันอย่างชัดเจน

ใครที่เหมาะกับสเปรดคงที่:

สเปรดคงที่เหมาะสำหรับเทรดเดอร์มือใหม่ เทรดเดอร์ที่ไม่ได้เข้าตลาดบ่อย และผู้ที่มักเทรดนอกช่วงเวลาข่าวสำคัญ ซึ่งให้ความสำคัญกับค่าธรรมเนียมที่คาดเดาได้มากกว่าการได้ต้นทุน pip ที่ต่ำที่สุด

สเปรดลอยตัว (แปรผัน) คืออะไร?

สเปรดลอยตัวจะปรับเปลี่ยนแบบเรียลไทม์อย่างต่อเนื่องตามราคา Bid และ Ask ในตลาด ณ ขณะนั้น ซึ่งสะท้อนถึงสภาวะที่เกิดขึ้นจริงในตลาดฟอเร็กซ์ระหว่างธนาคาร

การทำงานของสเปรดลอยตัว:

  • พบได้ทั่วไปใน โบรกเกอร์ Electronic Communication Network (ECN), STP และบัญชีสเปรด “Raw” โดยราคาส่งตรงมาจากผู้ให้บริการสภาพคล่องหลายราย (ธนาคาร ไพรม์โบรกเกอร์ และสถาบันการเงิน)
  • สเปรดมีแนวโน้มจะแคบลงเมื่อมีสภาพคล่องสูง (เช่น ช่วงคาบเกี่ยวของเซสชันลอนดอนและนิวยอร์ก) และจะถ่างกว้างขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเมื่อสภาพคล่องต่ำหรือมีความผันผวนพุ่งสูง
  • ช่วงสเปรดทั่วไปสำหรับ EUR/USD: 0.0–0.5 pip ในช่วงเวลาที่มีการเทรดหนาแน่น และ 1–3+ pip ในช่วงประกาศข้อมูลของคู่สกุลเงินหลัก หรือช่วงปลายเซสชันเอเชียที่มีสภาพคล่องต่ำ

ข้อดีและข้อเสียของสเปรดลอยตัว:

Pros
    • มีโอกาสได้ต้นทุนที่ต่ำมากในสภาวะปกติ โดยเฉพาะสำหรับคู่สกุลเงินหลักและดัชนียอดนิยม
    • สะท้อนกลไกตลาดระหว่างธนาคารที่แท้จริงได้อย่างโปร่งใสกว่า
    • โดยทั่วไปจะเกิดรีโควตน้อยกว่าเพราะปล่อยให้ราคาเคลื่อนไหวอย่างอิสระ คำสั่งซื้อขายจะได้รับการดำเนินการที่ราคาตลาดปัจจุบัน ซึ่งอาจเกิดสลิปเพจแทนการถูกปฏิเสธคำสั่ง
    • คุ้มค่าสำหรับเทรดเดอร์ที่เทรดปริมาณมากและเลือกจังหวะเข้าเทรดในช่วงที่มีสภาพคล่องสูง
Cons
    • ต้นทุนอาจพุ่งสูงขึ้นโดยไม่ทันตั้งตัวในช่วงที่มีข่าว (เช่น Non-Farm Payrolls, แถลงการณ์ FOMC หรือเหตุการณ์ทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ไม่คาดคิด) โดยบางครั้งอาจถ่างกว้างถึง 8–10 pip หรือมากกว่านั้นในคู่สกุลเงินหลัก
    • คาดการณ์ต้นทุนการเข้า/ออกที่แน่นอนได้ยากสำหรับกลยุทธ์ที่ตั้งจุดตัดขาดทุนแคบ ซึ่งอาจชน stop loss เร็วขึ้นเมื่อสเปรดถ่างกว้างขึ้นชั่วขณะ
    • ต้องอาศัยการจัดการความเสี่ยงขั้นสูงขึ้น (เช่น หลีกเลี่ยงการเทรดช่วงข่าวสำคัญ ตั้งจุด Stop ให้กว้างขึ้น หรือลดขนาดสถานะลงในช่วงที่มีเหตุการณ์ที่ทราบล่วงหน้า)

ตัวอย่างตามช่วงเวลา:

ในวันทำการทั่วไป สเปรดลอยตัวของ EUR/USD อาจเฉลี่ยอยู่ที่ 0.1–0.3 pip ในช่วง 08:00–16:00 น. เวลาลอนดอน ขยับขึ้นเป็นประมาณ 1–2 pip ในช่วง Rollover ที่มีสภาพคล่องต่ำเวลาประมาณ 23:00 น. เวลาเซิร์ฟเวอร์ และพุ่งสูงขึ้นไปอีกในช่วงข่าวสำคัญ (เช่น ดัชนี CPI สหรัฐฯ เวลา 12:30 UTC) ส่วนในช่วงที่ตลาดผันผวนสูงมาก เช่น วิกฤต COVID ในเดือนมีนาคม 2020 สเปรด EUR/USD ในบัญชีแบบลอยตัวเคยถ่างกว้างจาก 1 pip ไปเป็นมากกว่า 10 pip ชั่วคราว

ใครที่เหมาะกับสเปรดลอยตัว:

  • เทรดเดอร์สาย Scalp และเดย์เทรดเดอร์ความถี่สูงที่ส่งคำสั่งในช่วงเซสชันที่มีสภาพคล่องสูง
  • เทรดเดอร์มืออาชีพและเทรดเดอร์ที่มีประสบการณ์ซึ่งเน้นราคาจริงจากตลาด (Raw Pricing)
  • บัญชีขนาดใหญ่ที่พร้อมจ่ายค่าคอมมิชชั่นคงที่ต่อล็อตเพื่อแลกกับสเปรดที่แคบ
  • กลยุทธ์การเทรดระยะสั้นที่พึ่งพาการทำกำไรจากการขยับของราคาเพียงเล็กน้อย

สเปรดคงที่ vs สเปรดลอยตัว: คุณควรเลือกแบบไหน?

เห็นได้ชัดว่าไม่มีตัวเลือกใดที่ “ดีที่สุด” สำหรับทุกคน ตัวเลือกที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับสไตล์การเทรดของคุณ ช่วงเวลาที่คุณเข้าเทรด ความอ่อนไหวต่อต้นทุนของกลยุทธ์ และความสบายใจในการรับมือกับต้นทุนที่เปลี่ยนแปลงได้ และนี่คือปัจจัยสำคัญที่คุณควรพิจารณาก่อนเลือกประเภทสเปรดที่เหมาะสม

แนวทางการตัดสินใจตามความถี่ในการเทรด:

หากคุณเทรดไม่บ่อยและเปิดเพียงไม่กี่สถานะต่อสัปดาห์ ส่วนต่างต้นทุนต่อ pip มักไม่ได้ส่งผลกระทบมากนัก ทำให้สเปรดคงที่เป็นตัวเลือกที่สมเหตุสมผลจากความเรียบง่ายและคาดเดาได้ แต่หากคุณเทรดเป็นประจำและเปิดหลายสถานะระหว่างวัน สเปรดลอยตัวมักให้ต้นทุนรวมที่ต่ำกว่า โดยเฉพาะในคู่สกุลเงินหลักช่วงเวลาคาบเกี่ยวของเซสชันลอนดอนและนิวยอร์กที่มีสภาพคล่องสูงมาก


  • ความถี่ต่ำ (ไม่กี่คำสั่งต่อสัปดาห์): ส่วนต่างต้นทุนต่อ pip มีผลน้อยกว่า → สเปรดคงที่อาจเป็นตัวเลือกที่ยอมรับได้เพราะความเรียบง่าย
  • ความถี่สูง (หลายคำสั่งระหว่างวัน): สเปรดลอยตัวมักทำให้ต้นทุนรวมต่ำกว่า โดยเฉพาะในคู่สกุลเงินหลักช่วงคาบเกี่ยวของลอนดอน/นิวยอร์ก

ตามกลยุทธ์การเทรด:

กลยุทธ์การเทรดเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ต้องพิจารณา

เทรดเดอร์สาย Scalp (ตั้งเป้า 3–10 pip ต่อการเทรด):

  • มักเลือกสเปรดลอยตัว + ค่าคอมมิชชั่นต่ำ และเทรดในช่วงเวลาที่มีสภาพคล่องสูงเป็นหลัก
  • ต้องติดตามการเปลี่ยนแปลงของสเปรดตามปฏิทินเศรษฐกิจ และหลีกเลี่ยงช่วงไม่กี่นาทีก่อนและหลังการประกาศตัวเลขสำคัญ

เทรดเดอร์สาย Swing ระหว่างวัน (ถือสถานะเป็นชั่วโมง):

  • สามารถใช้ได้ทั้งสองแบบ แต่สเปรดลอยตัวมักช่วยประหยัดต้นทุนสะสมได้มากกว่าหากหลีกเลี่ยงช่วงที่สเปรดพุ่งจากข่าว

เทรดเดอร์สาย Position (ถือสถานะเป็นวัน/สัปดาห์):

  • ต้นทุนสเปรดคิดเป็นสัดส่วนเล็กน้อยของกำไร/ขาดทุนทั้งหมด
  • ความสบายใจและความเสถียรของแพลตฟอร์มเทรดอาจสำคัญกว่าส่วนต่าง 0.1–0.2 pip

ตามขนาดบัญชีและการยอมรับความเสี่ยง:

  • บัญชีขนาดเล็ก (ต่ำกว่า $1,000): สเปรดคงที่ช่วยเรื่องความแน่นอนของต้นทุนได้ แต่เทรดเดอร์ยังคงต้องเปรียบเทียบค่าสเปรดจริงกับตัวเลือกบัญชี ECN
  • บัญชีขนาดใหญ่ (มากกว่า $5,000): ได้รับประโยชน์มากกว่าจากบัญชีแบบลอยตัว/ECN ที่มีสเปรดต่ำกว่าและการดำเนินการคำสั่งระดับมืออาชีพ
  • การยอมรับความเสี่ยงต่ำ: สเปรดคงที่จะช่วยลดความกดดันทางอารมณ์ได้ดีกว่าในช่วงที่ตลาดผันผวนเล็กน้อย
  • การยอมรับความเสี่ยงสูงกว่า / มีประสบการณ์มากกว่า: สเปรดลอยตัวถือเป็นตัวเลือกที่ดีหากคุณเข้าใจพฤติกรรมของสเปรดและมีวินัยในการบริหารความเสี่ยงที่เหมาะสม

สเปรดคงที่ vs สเปรดลอยตัว - ตัวอย่างการเปรียบเทียบเชิงตัวเลข

มาดูว่าส่วนต่างระหว่างสเปรดคงที่และสเปรดลอยตัวส่งผลต่อ ต้นทุนการเทรด ของเทรดเดอร์อย่างไร

สมมติว่าเทรดเดอร์เปิดและปิดสถานะ (Round-turn) EUR/USD จำนวน 100 ครั้งต่อเดือน:

  • สเปรดคงที่: 2 pip × $10 ต่อ pip × 100 = ต้นทุนรวม $2,000
  • สเปรดลอยตัว: ค่าเฉลี่ย 0.4 pip + ค่าคอมมิชชั่น $7 ต่อล็อต (ต้นทุนรวม ≈1.1 pip) รวมเป็นเงิน ≈ $1,100 สำหรับปริมาณการเทรดเท่ากัน

ผลลัพธ์: ประหยัดได้ประมาณ $900 ต่อเดือนเมื่อใช้สเปรดลอยตัวภายใต้สภาวะตลาดปกติ

เคล็ดลับในการเลือกใช้งานจริง:

ปัจจัยสำคัญที่ควรพิจารณาเมื่อต้องเลือกระหว่างสเปรดคงที่และสเปรดลอยตัว:

  • ตรวจสอบสเปรดเฉลี่ยตามคู่สกุลเงินและตามเซสชัน (ลอนดอน นิวยอร์ก เอเชีย) สำหรับประเภทบัญชีแต่ละแบบที่โบรกเกอร์ของคุณมีให้บริการ
  • ดูพฤติกรรมของสเปรดในอดีตช่วงเหตุการณ์สำคัญ (NFP, Fed, ECB) และประเมินว่ากลยุทธ์ของคุณรับมือกับสเปรดที่ถ่างกว้างได้หรือไม่
  • ทดลองทั้งสองประเภทบัญชี ได้แก่ ECN vs Standard ในบัญชีทดลอง หรือใช้ขนาดสถานะจริงที่เล็กมากเป็นเวลาอย่างน้อยประเภทละ 2–4 สัปดาห์
  • พิจารณาปัจจัยอื่นนอกเหนือจากสเปรด: ความเร็วในการดำเนินการคำสั่ง สถิติสลิปเพจ การกำกับดูแล และโครงสร้างค่าธรรมเนียมโดยรวม
Pro Tip
เทรดเดอร์หลายรายเลือกเปิดบัญชีเทรดไว้สองบัญชี ได้แก่ สเปรดคงที่หนึ่งบัญชีและสเปรดลอยตัวหนึ่งบัญชี และเลือกใช้งานตามกลยุทธ์หรือสภาวะตลาดในขณะนั้น

ปัจจัยอื่น ๆ ที่ส่งผลต่อสเปรด

ไม่ว่าคุณจะเลือกสเปรดคงที่หรือสเปรดลอยตัว มีปัจจัยภายนอกหลายประการที่ส่งผลให้สเปรดแคบลงหรือกว้างขึ้นได้ในแต่ละช่วงเวลา

สภาพคล่องของตลาด:

  • สูงสุดในช่วงเวลาที่ตลาดคาบเกี่ยวกัน (เช่น ช่วงคาบเกี่ยวลอนดอน–นิวยอร์ก ประมาณ 13:00–17:00 UTC) → สเปรดมักจะแคบลง
  • ต่ำสุดในช่วงปลายเซสชันสหรัฐฯ และก่อนเปิดเซสชันเอเชีย → สเปรดจะถ่างกว้างขึ้นตามธรรมชาติ โดยเฉพาะในคู่เงิน Cross และ Exotic
  • ช่วงเวลาที่สภาพคล่องต่ำหมายความว่า แม้แต่บัญชีที่สเปรดแคบก็จะมีราคาที่เสนอถ่างกว้างขึ้นเช่นกัน

ความผันผวนของตลาด:

  • สเปรดจะถ่างกว้างขึ้นเมื่อราคาเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว (เช่น หลังการตัดสินใจที่ไม่คาดคิดของธนาคารกลาง เหตุการณ์ Flash Crash หรือความตื่นตระหนกทางภูมิรัฐศาสตร์)
  • แม้แต่สเปรด ECN แบบลอยตัวก็อาจกระโดดจาก 0.3 ไปเป็น 5+ pip ชั่วคราวในคู่สกุลเงินหลัก เมื่อตลาดขาดความเป็นระเบียบในช่วงที่ผันผวนสูง
  • สภาวะตลาดที่ผันผวนจะสร้างเงื่อนไขการเทรดที่คาดเดาได้ยากสำหรับสเปรดทุกประเภท

ปฏิทินเศรษฐกิจ:

  • ข่าวที่มีผลกระทบสูง เช่น Non-Farm Payrolls ของสหรัฐฯ (มักเป็นวันศุกร์แรกของทุกเดือน เวลา 12:30 UTC) การประกาศดัชนี CPI การตัดสินใจเรื่องอัตราดอกเบี้ยของ FOMC และการแถลงข่าวของ ECB มักส่งผลให้สเปรดถ่างกว้างขึ้นอย่างรุนแรงในระยะสั้น
  • เทรดเดอร์สายข่าวและกลยุทธ์การเทรดข่าวต้องคำนึงถึงสเปรดที่พุ่งสูงเหล่านี้ในการคำนวณความเสี่ยงด้วย
  • เทรดเดอร์ที่ไม่สามารถรับมือกับสเปรดที่พุ่งสูงได้ ควรหลีกเลี่ยงการเปิดหรือปิดสถานะในช่วงไม่กี่นาทีก่อนและหลังเหตุการณ์เหล่านี้

ประเภทตราสาร:

  • คู่สกุลเงินหลัก (EUR/USD, GBP/USD, USD/JPY, AUD/USD, USD/CHF, USD/CAD, NZD/USD) มักมีสเปรดแคบเนื่องจากมีสภาพคล่องระดับโลกที่สูงมาก
  • คู่เงินรองและ Exotic (เช่น EUR/TRY, USD/ZAR) จะมีสเปรดกว้างกว่าโดยธรรมชาติ มักอยู่ที่หลาย pip แม้ในสภาวะตลาดที่เงียบสงบ
  • โลหะมีค่า (XAUUSD, XAGUSD) ดัชนี (เช่น US30, DAX40) และ คริปโต CFD อาจมีความผันผวนของสเปรดสูงในช่วงเปิดตลาดและช่วงที่มีข่าว และบางครั้งอาจแคบลงจนเกือบเป็นศูนย์ในช่วงที่มีสภาพคล่องสูงสุด

รูปแบบของโบรกเกอร์และโครงสร้างพื้นฐาน:

  • โบรกเกอร์แบบ ECN/STP ที่รวบรวมราคาจากผู้ให้บริการสภาพคล่องหลายราย มักเสนอสเปรดลอยตัวที่แคบกว่าในสภาวะปกติ และให้สิทธิ์เข้าถึงราคาตลาดระหว่างธนาคารโดยตรง
  • โบรกเกอร์ประเภท Market Maker สามารถคงสเปรดให้คงที่ได้ แต่อาจใช้การรีโควตหรือกำหนดสเปรดคงที่ให้กว้างขึ้นเพื่อจัดการความเสี่ยงตามรูปแบบธุรกิจของตน

สลิปเพจของราคาและโซลูชัน VPS:

สลิปเพจ (Price Slippage) เกิดขึ้นเมื่อคำสั่งซื้อขายของคุณได้รับการดำเนินการที่ราคาขายหรือราคาซื้อที่แตกต่างไปจากราคาที่คุณต้องการ ซึ่งพบได้บ่อยในตลาดที่เคลื่อนไหวเร็วและช่วงเวลาที่ผันผวน เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นได้กับสเปรดทั้งสองประเภท แต่จะเห็นได้ชัดเจนกว่ากับสเปรดลอยตัวในช่วงที่มีข่าว

การใช้ Virtual Private Server (VPS) สามารถช่วยลดสลิปเพจได้โดย:

  • ลดค่าความหน่วง (Latency) ระหว่างแพลตฟอร์มเทรดของคุณกับเซิร์ฟเวอร์ของโบรกเกอร์ให้เหลือน้อยที่สุด
  • รักษาการเชื่อมต่อที่เสถียรในช่วงที่ตลาดผันผวนสูง
  • ดำเนินการคำสั่งซื้อขายได้เร็วกว่าอินเทอร์เน็ตบ้านทั่วไป

โดยทั่วไป เทรดเดอร์ระยะสั้นและผู้ที่ใช้กลยุทธ์อัตโนมัติจะได้รับประโยชน์สูงสุดจากการใช้งาน VPS

รับ VPS ฟรี

ข้อควรพิจารณาเกี่ยวกับประเภทบัญชี:

บัญชีเทรดแต่ละประเภทมีโครงสร้างสเปรดที่แตกต่างกัน:

  • บัญชี Standard: มักมีสเปรดคงที่หรือสเปรดลอยตัวที่กว้างกว่า และไม่มีค่าคอมมิชชั่น
  • บัญชี ECN/Raw: โดยทั่วไปจะมีสเปรดลอยตัวที่แคบมาก พร้อมค่าคอมมิชชั่นต่อล็อต
  • บัญชี Pro/VIP: อาจมีสเปรดที่แคบที่สุด แต่ต้องใช้เงินฝากขั้นต่ำที่สูงกว่า

ประเภทบัญชีส่งผลโดยตรงต่อต้นทุนการเทรดที่อาจสูงขึ้นหรือต่ำลงของคุณ จึงควรเลือกให้สอดคล้องกับปริมาณการเทรดและความต้องการของกลยุทธ์

บทสรุป

การทำความเข้าใจความแตกต่างระหว่างสเปรดคงที่และสเปรดลอยตัวเป็นหัวใจสำคัญในการควบคุมต้นทุนการเทรดของคุณ สเปรดคงที่จะช่วยให้คาดเดาได้และเรียบง่าย แต่มักมาพร้อมต้นทุนที่สูงกว่าเล็กน้อยและความเสี่ยงที่จะเกิดรีโควตเมื่อตลาดเคลื่อนไหวเร็ว ส่วนสเปรดลอยตัวมักมีต้นทุนถูกกว่าและสะท้อนสภาวะตลาดจริงได้แม่นยำกว่า แต่ก็สามารถถ่างกว้างขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงสภาพคล่องต่ำหรือมีข่าวสำคัญ

หากคุณให้ความสำคัญกับต้นทุนที่คงที่และชัดเจน เทรดไม่บ่อยนัก และหลีกเลี่ยงข่าวที่มีผลกระทบสูง สเปรดคงที่อาจเหมาะกับคุณมากกว่า แต่หากคุณเป็นเทรดเดอร์ที่เทรดเป็นประจำ ใส่ใจเรื่องต้นทุน เข้าเทรดในช่วงเซสชันที่มีสภาพคล่อง และมีการควบคุมความเสี่ยงที่ดี สเปรดลอยตัวมักเป็นตัวเลือกที่ดีกว่า ทางเลือกที่ชาญฉลาดคือทดลองทั้งสองแบบบน บัญชีทดลองที่ไม่มีวันหมดอายุของ Switch Markets โดยใช้ตราสารและกรอบเวลาจริงที่คุณเทรด ติดตามค่าเฉลี่ยสเปรดและกรณีที่สเปรดแย่ที่สุด รีโควต รวมถึงต้นทุนที่แท้จริงต่อการเทรด แล้วจึงตัดสินใจหลังจากเก็บข้อมูลสักหนึ่งหรือสองเดือน การเข้าใจพฤติกรรมของสเปรดอย่างเชี่ยวชาญถือเป็นทักษะหลักในการเทรด เพราะเมื่อเวลาผ่านไป ส่วนต่าง Bid-Ask นี้คือสิ่งที่จะเปลี่ยนความได้เปรียบเล็ก ๆ ให้กลายเป็นผลกำไร หรืออาจค่อย ๆ กัดกินผลกำไรของคุณไปโดยไม่รู้ตัว

เปิดบัญชี

การเปิดเผยความเสี่ยง: ข้อมูลในบทความนี้ไม่ได้มีเจตนาให้คำแนะนำทางการเงิน แนะนำการลงทุน รับประกันผลกำไร หรือป้องกันการขาดทุน เนื้อหาของเราจัดทำขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ในการให้ข้อมูลเท่านั้น และเพื่อช่วยให้คุณเข้าใจความเสี่ยงและความซับซ้อนของตลาดเหล่านี้ผ่านการวิเคราะห์ที่เป็นกลาง ก่อนเริ่มการซื้อขาย โปรดพิจารณาประสบการณ์ เป้าหมายทางการเงิน และระดับความเสี่ยงที่คุณยอมรับได้อย่างรอบคอบ การซื้อขายมีความเสี่ยงสูงที่จะสูญเสียเงินทุนและอาจไม่เหมาะสำหรับทุกคน

ยังไม่พร้อมเทรดด้วยบัญชีจริง? เทรดอย่างมั่นใจด้วยบัญชีทดลองในสภาวะตลาดจำลองที่เหมือนจริง ลองเทรดด้วยบัญชีทดลอง