Pivot Points ในการเทรดคืออะไร และใช้งานอย่างไร?
หากคุณเคยจ้องกราฟแล้วสงสัยว่าราคาจะหยุด เด้งกลับ หรือเบรกเอาต์ตรงไหน คุณไม่ได้เป็นแบบนี้คนเดียว นี่คือเหตุผลที่เทรดเดอร์จำนวนมากเลือกใช้ Pivot Points ซึ่งเป็นระดับราคาสำคัญที่ใช้วิเคราะห์แนวรับและแนวต้านที่อาจเกิดขึ้น
Pivot Points คือตัวเลขราคาเรียบง่ายที่คำนวณจากข้อมูลราคาของช่วงเวลาก่อนหน้า (วัน สัปดาห์ หรือเดือน) ซึ่งช่วยให้เราคาดการณ์ได้ว่าราคาในวันนี้อาจกลับตัวที่จุดใด โดยทำหน้าที่เป็นกรอบอ้างอิงเมื่อตลาดมีความผันผวน
ในบทความนี้ เราจะพาคุณไปทำความเข้าใจว่า Pivot Points คืออะไร มีวิธีคำนวณอย่างไร ใช้งานอย่างไร และทำไมเทรดเดอร์ถึงให้ความสำคัญกับเครื่องมือนี้
Pivot Points ในการเทรดคืออะไร?
Pivot Points คือระดับแนวรับและแนวต้านที่กำหนดไว้ล่วงหน้า โดยคำนวณจากราคาสูงสุด (High) ราคาต่ำสุด (Low) และราคาปิด (Close) ของช่วงเวลาการเทรดก่อนหน้า เทรดเดอร์สายเทคนิคใช้ระดับเหล่านี้เพื่อดูว่าราคาอาจกลับตัวหรือชะลอตัวลงตรงไหน
ในทางปฏิบัติ Pivot Points ใช้ราคาสูงสุด ต่ำสุด และราคาปิดของช่วงเวลาก่อนหน้ามาประเมินแนวรับแนวต้านในอนาคต จึงจัดเป็นอินดิเคเตอร์ชี้นำ (Leading Indicator) มากกว่าอินดิเคเตอร์ตามหลัง (Lagging Indicator)
เทรดเดอร์ในห้องค้าพัฒนาเครื่องมือนี้ขึ้นเมื่อหลายสิบปีก่อนเพื่อกำหนดระดับราคาสำคัญของวัน และในปัจจุบัน เทรดเดอร์ยังคงใช้สำหรับ Day Trading และ Swing Trading รวมถึงการวิเคราะห์ในระยะยาวขึ้นด้วย
ทำไม Pivot Points ถึงสำคัญ
Pivot Points มีความสำคัญเพราะให้ระดับแนวรับและแนวต้านที่เป็นรูปธรรม ซึ่งต่างจากเส้นเทรนด์ไลน์ที่ลากด้วยมือ เนื่องจาก Pivot Points คำนวณด้วยสูตรคณิตศาสตร์และมีความสม่ำเสมอ
การเคลื่อนไหวเหนือ Pivot Point บ่งชี้ถึงทิศทางขาขึ้น (Bullish) ในขณะที่การอยู่ต่ำกว่าระดับนี้บ่งชี้ถึงทิศทางขาลง (Bearish) เมื่อราคาขยับเข้าใกล้ R1 หรือ S1 เทรดเดอร์มักคาดหวังการตอบสนองของราคา หากราคาทะลุผ่าน R1 ไปได้พร้อมโมเมนตัม ราคาก็อาจวิ่งต่อไปยัง R2 หากราคาลงมาชน S1 แล้วไม่หลุด ก็อาจดีดกลับขึ้นไปหา PP หลักการตรงไปตรงมาและเข้าใจง่าย
ไทม์เฟรมก็มีความสำคัญเช่นกัน สำหรับกราฟระหว่างวัน เช่น กราฟ 1 นาที 5 นาที หรือ 15 นาที ค่า Pivot Points จะคำนวณจากราคาสูงสุด ต่ำสุด และราคาปิดของวันก่อนหน้า และคงที่ตลอดทั้งวันปัจจุบัน ส่วน Pivot Points รายสัปดาห์จะใช้ข้อมูลของสัปดาห์ที่แล้ว และรายเดือนจะใช้ข้อมูลของเดือนที่แล้ว ซึ่งหมายความว่าเทรดเดอร์สาย Swing Trading สามารถใช้ระดับ Pivot รายสัปดาห์หรือรายเดือนเพื่อประเมินโซนสำคัญของสัปดาห์หรือเดือนถัดไปได้
วิธีคำนวณ Pivot Points
การคำนวณ Pivot Points ด้วยตัวเองนั้นตรงไปตรงมา โดยมีขั้นตอนดังนี้:
1. รวบรวมข้อมูล: เมื่อสิ้นสุดช่วงเวลาการเทรดของคุณ (ชั่วโมง วัน สัปดาห์ หรือเดือน) ให้จดบันทึกราคาสูงสุด (H) ต่ำสุด (L) และราคาปิด (C) ของช่วงเวลานั้น
2. คำนวณค่า Pivot Point (PP): นำ H, L และ C มารวมกันแล้วหารด้วย 3: (H + L + C) / 3 ค่านี้จะทำหน้าที่เป็นจุดสมดุลระหว่างอุปสงค์และอุปทาน
3. คำนวณระดับแนวรับและแนวต้าน:
- R1 = (2 × PP) − L
- S1 = (2 × PP) − H
- R2 = PP + (H − L)
- S2 = PP − (H − L)
4. พล็อตลงบนกราฟของคุณ: ลากเส้นแนวนอนที่ระดับ PP, R1, S1, R2 และ S2 ระดับราคาเหล่านี้จะกลายเป็นจุด Pivot และแนวรับแนวต้านสำคัญของคุณ
แพลตฟอร์มการเทรดและเครื่องคำนวณส่วนใหญ่จะคำนวณขั้นตอนเหล่านี้ให้โดยอัตโนมัติ แต่การลองคำนวณด้วยตัวเองสักครั้งหรือสองครั้งจะช่วยให้คุณเข้าใจความหมายของเส้นแต่ละเส้นได้ดียิ่งขึ้น หากคุณต้องการเพิ่มอินดิเคเตอร์ Pivot Point บน MT4/MT5 คุณต้องค้นหาอินดิเคเตอร์บน MQL5 ก่อน แล้วจึงเพิ่มลงในแพลตฟอร์มของคุณ
ทั้งนี้ คุณยังสามารถใช้เครื่องคำนวณ Pivot Point ของเราบน Switch Markets ได้เช่นกัน ภาพกราฟด้านล่างแสดงให้เห็นว่าระดับเหล่านี้วางซ้อนอยู่บนพฤติกรรมราคาอย่างไร สังเกตว่าราคาแกว่งตัวระหว่างแนวรับและแนวต้านอย่างไร โดยบางครั้งจะชะลอตัวหรือกลับตัวที่ระดับราคาเหล่านี้
วิธีใช้เครื่องคำนวณ Pivot Point ของเรา
สำหรับผู้ที่ไม่อยากคำนวณตัวเลขด้วยตัวเอง มีเครื่องมือฟรีออนไลน์มากมายให้เลือกใช้ หนึ่งในเครื่องมือที่ใช้งานง่ายคือ เครื่องคำนวณ Pivot Point บน Switch Markets
เครื่องคำนวณนี้ให้คุณกรอกราคาเปิด สูงสุด ต่ำสุด และราคาปิดของวันก่อนหน้า (หรือใช้ไทม์เฟรมใดก็ได้) หลังจากที่คุณคลิกคำนวณ ระบบจะแสดงค่า Pivot Point และระดับแนวรับแนวต้านหลายระดับตามวิธีที่คุณต้องการใช้ (Standard/Floor, Woodie, Camarilla, Demark และ Fibonacci)
ผลลัพธ์ที่ได้จะมีลักษณะดังนี้:

ลองนำค่าเหล่านี้ไปใส่ในกราฟของเรา และมาดูผลลัพธ์กัน สำหรับตัวอย่างนี้ เราจะใช้ Woodie Pivot Points และนี่คือภาพที่ได้:

จากภาพ คุณจะเห็นว่าตอนนี้คุณมีระดับแนวรับและแนวต้านสำคัญบนกราฟราคา ซึ่งช่วยให้คุณระบุบริเวณที่ราคาอาจเด้งกลับ ชะลอตัว หรือเบรกทะลุขึ้นหรือลงได้
วิธีง่าย ๆ ในการใช้ประโยชน์สูงสุดจากเครื่องคำนวณมีดังนี้:
กลยุทธ์ Pivot Point – วิธีใช้ Pivot Points ในการเทรด
การรู้ตัวเลขเป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น แต่สิ่งสำคัญคือการนำ Pivot Points มาใช้ตัดสินใจในการเทรด
ด้านล่างนี้คือกลยุทธ์การเทรดด้วย Pivot Point ที่ใช้งานได้จริง ทั้งสำหรับเทรดเดอร์แบบ Day Trading และ Swing Trading:
1. การเด้งกลับจากแนวรับและแนวต้าน
วิธีทำความเข้าใจกลยุทธ์นี้ง่าย ๆ คือให้นึกภาพว่าราคาตอบสนองเมื่อชนกำแพง โดยกำแพงเหล่านั้นคือโซนแนวรับหรือแนวต้าน และเมื่อโซนดังกล่าวบังเอิญตรงกับระดับ Pivot Point พอดี (เช่น R1, R2, S1 หรือ S2) การตอบสนองของราคาก็มักจะยิ่งชัดเจนขึ้น
มาดูตัวอย่างกราฟ USDCHF ด้านล่างนี้:

ดังที่คุณเห็น ราคาใช้เวลาเคลื่อนไหวอยู่รอบ Pivot กลางเป็นเวลานาน ในตอนแรกระดับนี้ทำหน้าที่เป็นโซนแนวต้าน ราคาพยายามขึ้นไปยืนเหนือระดับดังกล่าวแต่ก็ถูกปฏิเสธอย่างต่อเนื่อง ต่อมา ระดับเดิมนี้ได้กลายมาเป็นโซนแนวรับที่มีแรงซื้อเข้ามาพยุงไว้ชั่วคราว
เมื่อราคาปรับตัวขึ้นแรง ก็วิ่งขึ้นไปถึงระดับ Pivot R1 จุดที่น่าสนใจคือไม่ได้มีเพียงแค่ R1 เท่านั้น แต่ยังมีโซนแนวต้านก่อตัวอยู่ตรงนั้นอยู่แล้วตามที่แสดงในกรอบสี่เหลี่ยม เมื่อแนวต้านแนวนอนกับ R1 ซ้อนทับกัน ฝั่งผู้ขายจึงมีเหตุผลสำคัญในการตั้งรับที่บริเวณนั้น ส่งผลให้ราคาชะลอตัวและกลับตัวแทบจะในทันที
นี่คือเหตุผลที่เทรดเดอร์ชอบนำโซนราคามาใช้ร่วมกับ Pivot เพราะหากดูแยกกัน แต่ละจุดอาจให้สัญญาณที่ไม่ชัดเจนนัก แต่เมื่อนำมารวมกัน ความน่าจะเป็นก็จะเพิ่มขึ้น เมื่อราคาเกิดปฏิกิริยาที่ระดับเหล่านั้น มักไม่ใช่เรื่องบังเอิญ เนื่องจากตลาดมักให้ความสำคัญกับบริเวณที่มีผู้คนจับตามองพร้อม ๆ กันจำนวนมาก
2. ผสาน Pivot Points เข้ากับรูปแบบกราฟ
รูปแบบกราฟ (เช่น Flag, Triangle หรือ Head and Shoulders) มักจะเกิดขึ้นตรงกับระดับ Pivot เมื่อการเบรกเอาต์ของรูปแบบกราฟเกิดขึ้นพร้อมกับระดับ Pivot การเซ็ตอัปการเทรดนั้นจะยิ่งมีความน่าสนใจมากขึ้น

ยกตัวอย่างเช่น กราฟ GBPUSD ด้านบนกำลังก่อตัวเป็นรูปแบบกราฟ Symmetrical Triangle อย่างชัดเจนบนไทม์เฟรม 15 นาที โดยปกติแล้ว เทรดเดอร์จะเตรียมพร้อมเข้าเทรดเมื่อเกิดการเบรกเอาต์
แล้วเกิดอะไรขึ้นต่อ? ราคาเบรกเอาต์ขึ้นด้านบนพร้อมกับทะลุผ่าน Pivot Point ของวัน จากเดิมที่มีสัญญาณเข้าเทรดเพียงหนึ่ง ตอนนี้เรามีถึงสองสัญญาณ ซึ่งทำให้การเปิดสถานะฝั่งซื้อมีน้ำหนักมากยิ่งขึ้น
สำหรับเป้าหมาย take profit เราสามารถตั้งเป้าหมายที่ Pivot Point ที่ใกล้ที่สุด ไม่ว่าจะเป็น R1 หรือ R2 หลักการง่าย ๆ เพียงเท่านี้
3. ใช้อินดิเคเตอร์ทางเทคนิคอื่น ๆ ร่วมเพื่อสร้างสัญญาณยืนยัน (Confluence)
เช่นเดียวกับตัวอย่างก่อนหน้านี้ Pivot Points จะมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นเมื่อนำไปผสานรวมกับ อินดิเคเตอร์ทางเทคนิคสำหรับ Day Trading อื่น ๆ
แม้คุณจะสามารถนำไปใช้ร่วมกับอินดิเคเตอร์และสัญญาณยืนยันต่าง ๆ ได้มากมาย แต่เราแนะนำให้เริ่มต้นด้วยแนวทางที่เรียบง่าย เพราะ "กลยุทธ์ที่เรียบง่ายมักเอาชนะกลยุทธ์ที่ซับซ้อนได้เสมอ"
ดังนั้น เพื่อให้เห็นภาพชัดเจน ลองนำ Pivot Point มาใช้ร่วมกับเส้น Exponential Moving Average (EMA) การจับคู่นี้ช่วยระบุทิศทางของเทรนด์ และระดับ Pivot จะช่วยยืนยันหรือแย้งเทรนด์ดังกล่าว ยิ่งมีสัญญาณที่เป็นอิสระต่อกันสอดคล้องกันที่ระดับ Pivot มากเท่าไร แนวคิดในการเทรดก็ยิ่งหนักแน่นขึ้นเท่านั้น

ดังที่คุณเห็นในกราฟ EUR/GBP ด้านบน ราคาได้ตัดลงมาต่ำกว่าทั้ง Pivot Point ของวันและเส้น 50 EMA ซึ่งแสดงให้เห็นถึงทิศทางขาลงที่ชัดเจนในตลาด
ในการเปิดสถานะขาย เราเพียงแค่รอให้ราคากลับขึ้นไปทดสอบที่ Pivot Point และเส้น 50 EMA ในขณะเดียวกัน เราสามารถรอให้ราคาปิดต่ำกว่าเส้น EMA ก่อนส่งคำสั่งซื้อขาย
ทำไมกลยุทธ์ Pivot Point ถึงมีประสิทธิภาพ?
เพราะเรียบง่าย สมเหตุสมผล และมีคนติดตามอย่างแพร่หลาย มาเจาะลึกแต่ละประเด็นกัน
ข้อแรก Pivot Points คำนวณมาจากสิ่งที่เทรดเดอร์ทุกคนเข้าใจดีอยู่แล้ว นั่นคือราคาสูงสุด ต่ำสุด และราคาปิดของเมื่อวาน จึงทำให้เข้าใจง่ายและเป็นธรรมชาติ เพราะคุณกำลังใช้กรอบที่สร้างขึ้นจากพฤติกรรมของตลาดในเซสชันก่อนหน้าโดยตรง
ข้อสอง ช่วยสร้างกรอบที่ชัดเจนให้กับกราฟที่ดูซับซ้อน แทนที่จะต้องคาดเดาว่าราคาจะหยุดลงตรงไหน คุณจะมีระดับราคาที่กำหนดไว้ล่วงหน้าอย่าง PP, R1, S1, R2 และ S2 หากราคาชน R1 แล้วเกิดการตอบสนอง คุณก็รู้ได้ทันทีว่าไม่ได้มีแค่คุณคนเดียวที่มองเห็นระดับนี้ ซึ่งนำไปสู่ข้อถัดไป…
ข้อสาม ความนิยมคือสิ่งสำคัญ เทรดเดอร์หลายพันคน ทั้งรายย่อยและระดับสถาบัน เฝ้าดูระดับเหล่านี้ทุกวัน ซึ่งก่อให้เกิดปรากฏการณ์ที่ตลาดเคลื่อนไหวตามการคาดการณ์ หากมีผู้ซื้อเข้ามาเปิดสถานะที่ S1 มากพอ ราคาก็มีแนวโน้มที่จะเด้งกลับ เพราะทุกคนต่างมองเห็นและเทรดไปในทิศทางเดียวกัน
สุดท้าย Pivot ผสานการทำงานร่วมกับเครื่องมืออื่นได้อย่างลงตัว เมื่อนำไปใช้ร่วมกับเส้นเทรนด์ไลน์ เส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ หรือ กลยุทธ์ Fibonacci Retracement คุณจะได้สัญญาณที่สอดคล้องกันทันที และเมื่อมีสัญญาณตั้งแต่สองสัญญาณขึ้นไปซ้อนทับกันที่ระดับราคาเดียว มักจะเป็นจุดที่ตลาดเริ่มเคลื่อนไหว
สรุปสั้น ๆ คือ Pivot Points ใช้งานได้ดีเพราะช่วยลดความซับซ้อนในการตัดสินใจ ได้รับความเชื่อมั่นจากเทรดเดอร์จำนวนมาก และเข้ากันได้ดีกับทุกกลยุทธ์การเทรด สิ่งเหล่านี้ช่วยเพิ่มความได้เปรียบให้กับคุณ และในการเทรด นั่นคือสิ่งสำคัญที่สุด
สรุปส่งท้าย
หากคุณอ่านมาถึงตรงนี้ ถือว่าคุณได้เรียนรู้เนื้อหาสำคัญไปมากมาย ไม่ว่าจะเป็นพื้นฐานของ Pivot Points ในการเทรด วิธีคำนวณด้วยตนเองหรือใช้เครื่องคำนวณ รูปแบบต่าง ๆ เช่น Fibonacci, Woodie, Camarilla และ Demark รวมถึงกลยุทธ์การเทรดด้วย Pivot Point หลากหลายรูปแบบ ตลอดจนข้อดีและข้อจำกัด
โดยรวมแล้ว Pivot Points ให้ระดับแนวรับและแนวต้านที่เป็นรูปธรรม และช่วยให้คุณวางแผนจุดเข้าและจุดออกได้ เมื่อนำไปผสานรวมกับอินดิเคเตอร์ทางเทคนิคอื่น ๆ และ เทคนิคการบริหารความเสี่ยง ที่รัดกุม เครื่องมือนี้จะกลายเป็นองค์ประกอบสำคัญในชุดเครื่องมือการเทรดของคุณ
แต่อย่าลืมว่าระดับราคาเหล่านี้เป็นเพียงแนวทาง ไม่ใช่สิ่งการันตีผลลัพธ์ ควรทดสอบย้อนหลังในตลาดที่คุณเทรดเป็นประจำโดยใช้ บัญชีทดลอง สังเกตการตอบสนองของราคากับระดับ Pivot และปรับกลยุทธ์ให้เหมาะสม ในบางครั้งตลาดอาจตอบรับระดับ Pivot แต่บางครั้งก็อาจไม่เป็นเช่นนั้น Pivot Points มีไว้เพื่อสร้างกรอบการวิเคราะห์ ไม่ใช่ความแน่นอน จงใช้งานอย่างยืดหยุ่น และที่สำคัญที่สุดคือบริหารความเสี่ยงของคุณอยู่เสมอ
คำถามที่พบบ่อย
คำถามที่พบบ่อยและคำตอบตรงไปตรงมาจากเรามีดังนี้:
วิธีคำนวณ Pivot Points สำหรับ Day Trading ทำอย่างไร?
สำหรับ Day Trading ให้ใช้ราคาสูงสุด ต่ำสุด และราคาปิดของวันก่อนหน้า คำนวณ Pivot Point ด้วยสูตร (H + L + C) / 3 จากนั้นคำนวณระดับแนวรับและแนวต้าน: R1 = (2 × PP) − L, S1 = (2 × PP) − H, R2 = PP + (H − L) และ S2 = PP − (H − L) แล้วพล็อตระดับเหล่านี้ลงบนกราฟระหว่างวันของคุณ
อัตราความสำเร็จของกลยุทธ์การเทรดด้วย Pivot Points อยู่ที่เท่าไร?
ไม่มีอัตราความสำเร็จที่ตายตัวเพียงตัวเลขเดียว Pivot Points ไม่ใช่ระบบเทรดแบบเบ็ดเสร็จในตัว แต่เป็นเครื่องมือสำหรับระบุแนวรับแนวต้านและประเมินสภาวะอารมณ์ของตลาด
ความสำเร็จขึ้นอยู่กับสภาวะตลาด วินัย การบริหารความเสี่ยง และการผสานรวม Pivot Points เข้ากับอินดิเคเตอร์อื่น ๆ ควรมองว่า Pivot Points เป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ในภาพรวมมากกว่าที่จะเป็นเครื่องมือวิเศษ
วิธีใช้ Pivot Points ในการเทรดแบบ Swing Trading ทำอย่างไร?
เทรดเดอร์แบบ Swing Trading มักใช้ Pivot Points รายสัปดาห์หรือรายเดือน โดย Pivot Points บนกราฟ 30, 60 และ 120 นาที มักจะใช้ราคาสูงสุด ต่ำสุด และราคาปิดของสัปดาห์ก่อนหน้า ในขณะที่กราฟรายวันจะใช้ข้อมูลของเดือนก่อนหน้า
คำนวณ Pivot รายสัปดาห์โดยหาค่าเฉลี่ยของราคาสูงสุด ต่ำสุด และราคาปิดของสัปดาห์ที่แล้ว จากนั้นคำนวณระดับแนวรับแนวต้านเช่นเดียวกับ Pivot รายวัน ระดับราคาเหล่านี้จะคงที่ตลอดทั้งสัปดาห์และสามารถใช้เป็นแนวทางสำหรับการเทรดแบบ Swing Trading ของคุณได้
การเปิดเผยความเสี่ยง: ข้อมูลในบทความนี้ไม่ได้มีเจตนาให้คำแนะนำทางการเงิน แนะนำการลงทุน รับประกันผลกำไร หรือป้องกันการขาดทุน เนื้อหาของเราจัดทำขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ในการให้ข้อมูลเท่านั้น และเพื่อช่วยให้คุณเข้าใจความเสี่ยงและความซับซ้อนของตลาดเหล่านี้ผ่านการวิเคราะห์ที่เป็นกลาง ก่อนเริ่มการซื้อขาย โปรดพิจารณาประสบการณ์ เป้าหมายทางการเงิน และระดับความเสี่ยงที่คุณยอมรับได้อย่างรอบคอบ การซื้อขายมีความเสี่ยงสูงที่จะสูญเสียเงินทุนและอาจไม่เหมาะสำหรับทุกคน



