ทำความเข้าใจ 7 ประเภทคำสั่งซื้อขายยอดนิยมในการเทรด
ในการเทรด เทรดเดอร์มีเพียงสองการตัดสินใจในตลาด นั่นคือการซื้อหรือการขาย ทว่ายังมีอีกหลากหลายวิธีในการส่งคำสั่ง และนั่นคือที่มาของคำสั่งซื้อขายประเภทต่าง ๆ
คำสั่งซื้อขายเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้เทรดเดอร์สามารถซื้อและขายสินทรัพย์ตามราคาหรือเงื่อนไขที่กำหนด ซึ่งมักเป็นระดับราคาที่แน่นอน เพื่อบริหารความเสี่ยงได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ด้านล่างนี้ เราจะพาไปเจาะลึกคำสั่งซื้อขาย 7 ประเภทที่ได้รับความนิยมมากที่สุด รวมถึงกรณีการใช้งานและตัวอย่างจริง
คำสั่งซื้อขายคืออะไร?
คำสั่งซื้อขาย คือคำสั่งที่ส่งไปยังโบรกเกอร์หรือแพลตฟอร์มการเทรดเพื่อซื้อหรือขายตราสารทางการเงิน ณ ระดับราคาที่ระบุหรือภายใต้เงื่อนไขบางประการ
คำสั่งรูปแบบต่าง ๆ เหล่านี้ช่วยให้เทรดเดอร์ควบคุมได้ว่าจะเข้าหรือออกจากสถานะอย่างไรและเมื่อใด โดยมักอิงตามราคาปัจจุบันของตราสารทางการเงินนั้น ๆ
สิ่งสำคัญคือ โบรกเกอร์ทุกแห่งเปิดให้เทรดเดอร์ส่งคำสั่งซื้อขายได้หลากหลายรูปแบบ ตัวอย่างเช่น ที่ Switch Markets เทรดเดอร์สามารถเลือกใช้ประเภทคำสั่งต่อไปนี้: market orders, buy limit, sell limit, buy stop, sell stop, buy stop limit และ sell stop limit

คำสั่งแต่ละประเภทมีวัตถุประสงค์เฉพาะตัว ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญที่เทรดเดอร์ต้องทำความเข้าใจเพื่อบริหารความเสี่ยงและใช้ประโยชน์จากกลไกของคำสั่งแต่ละประเภทได้อย่างเต็มที่
อธิบาย 7 ประเภทคำสั่งซื้อขายยอดนิยมสำหรับเทรดเดอร์
ดังที่ได้กล่าวไปข้างต้น คำสั่งแต่ละประเภทตอบโจทย์การใช้งานที่แตกต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นการดำเนินการคำสั่งทันที การกำหนดราคาลิมิต หรือการป้องกันผลขาดทุน
ประเภทคำสั่งที่เหมาะสมจะขึ้นอยู่กับกลยุทธ์ สภาวะตลาด และระดับความเสี่ยงที่คุณยอมรับได้
เมื่อเข้าใจดังนี้แล้ว มาดู 7 ประเภทคำสั่งซื้อขายยอดนิยมบนแพลตฟอร์มการเทรด MT4/MT5 ของเรากัน:
Market Execution
คำสั่งประเภทแรกนี้น่าจะเข้าใจและใช้งานง่ายที่สุด โดยคำสั่ง market order จะดำเนินการทันที ณ ราคาที่ดีที่สุดในขณะนั้น
เทรดเดอร์มักใช้คำสั่งประเภทนี้โดยการกดปุ่ม buy หรือ sell บนแพลตฟอร์มการเทรดเมื่อเข้าเงื่อนไขการเปิดสถานะครบถ้วน คำสั่งนี้มีประโยชน์เมื่อเทรดเดอร์ให้ความสำคัญกับความเร็วมากกว่าความแม่นยำของราคา จึงมักเป็นที่นิยมในหมู่เทรดเดอร์สาย scalper และ day trader ระยะสั้น
ตัวอย่าง:

สมมติว่าคุณต้องการซื้อ EUR/USD ที่ราคาตลาดปัจจุบัน 1.08396 คุณสามารถส่งคำสั่ง market order ได้ง่าย ๆ โดยคลิกปุ่ม "Buy" ที่มุมซ้ายบนของหน้าจอ แล้วระบบจะดำเนินการคำสั่งซื้อขายให้ทันที ณ ราคาที่ดีที่สุดที่มีอยู่
อย่างไรก็ตาม หากราคาเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว ราคาที่ดำเนินการจริงอาจแตกต่างจากราคาที่คาดการณ์ไว้เล็กน้อย ปรากฏการณ์นี้เรียกว่าสลิปเพจ (Price Slippage) และวิธีที่ดีที่สุดในการหลีกเลี่ยงสลิปเพจคือการใช้ VPS ซึ่งลูกค้าของ Switch Markets ทุกคนสามารถใช้งานได้ฟรี
เหมาะสำหรับ: เทรดเดอร์ที่ต้องการให้คำสั่งทำงานทันที โดยไม่กังวลกับความผันผวนของราคาเพียงเล็กน้อย
ความเสี่ยง: คำสั่ง market order อาจเกิดสลิปเพจได้หากราคาเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วระหว่างการส่งคำสั่งและการดำเนินการคำสั่ง
Buy Limit
คำสั่ง Buy Limit เป็นประเภทคำสั่งที่ช่วยให้คุณตั้งราคาไว้ต่ำกว่าราคาตลาดปัจจุบัน โดยคำสั่งจะดำเนินการก็ต่อเมื่อราคาปรับตัวลดลงมาถึงระดับที่ระบุไว้เท่านั้น
ตัวอย่าง:

สมมติว่า GBP/JPY กำลังเทรดอยู่ที่ระดับ 192.307 แต่คุณมองว่าราคาจะย่อตัวลงมาที่ 191.425 ก่อนจะปรับตัวขึ้นต่อ
คุณจึงตั้งคำสั่ง Buy Limit ไว้ที่ 191.425 หากราคาลดลงมาถึงระดับราคาลิมิตที่กำหนดคือ 191.425 หรือต่ำกว่า คำสั่งจะดำเนินการโดยอัตโนมัติ แต่ถ้าราคาลงมาไม่ถึง 191.425 คำสั่งก็จะยังไม่ถูกเปิด
เหมาะสำหรับ: เทรดเดอร์ที่ต้องการเข้าซื้อในราคาที่ถูกลงหรือ 'buy the dip' โดยไม่ต้องคอยเฝ้าหน้าจอตลอดเวลา
ความเสี่ยง: หากราคาไม่ปรับตัวลงมาถึงระดับลิมิต คำสั่งจะไม่ได้รับการดำเนินการ ซึ่งอาจทำให้พลาดโอกาสในการเทรดได้
Sell Limit
คำสั่ง Sell Limit ช่วยให้เทรดเดอร์สามารถตั้งราคาไว้สูงกว่าราคาตลาดปัจจุบัน โดยคำสั่งจะดำเนินการก็ต่อเมื่อราคาปรับตัวขึ้นไปถึงหรือสูงกว่าระดับที่กำหนดไว้เท่านั้น
ตัวอย่าง:

จากกราฟด้านบน คุณจะเห็นว่า USTECH (Nasdaq 100) กำลังเทรดอยู่ที่ 19435.8 อย่างไรก็ตาม เมื่อใช้เครื่องมือ Fibonacci Retracement คุณคาดการณ์ว่าจะมีการย่อตัวต่อเนื่องไปถึงระดับ 70% ซึ่งหมายความว่าคุณต้องการเปิดสถานะขายก็ต่อเมื่อราคาปรับตัวขึ้นไปถึง 19472.8 เท่านั้น
คุณจึงตั้งคำสั่ง Sell Limit ไว้ที่ 19472.8 หากราคาขึ้นไปถึงราคาที่กำหนดไว้ที่ 19472.8 คำสั่งจะดำเนินการโดยอัตโนมัติ แต่ถ้าราคาไปไม่ถึง 19472.8 คำสั่งก็จะยังไม่ถูกเปิด
เหมาะสำหรับ: เทรดเดอร์ที่ต้องการขายในราคาที่สูงกว่าราคาตลาดปัจจุบัน
ความเสี่ยง: ราคาอาจปรับตัวขึ้นไปไม่ถึงระดับลิมิต และคุณอาจพลาดโอกาสในการขายหากตลาดกลับตัวเสียก่อน
Buy Stop
คำสั่ง Buy Stop จะตั้งไว้สูงกว่าราคาปัจจุบัน และจะเปลี่ยนเป็นคำสั่ง market order เมื่อราคาขึ้นไปถึงระดับดังกล่าว นิยมใช้ในกลยุทธ์การเทรดแบบ Breakout
ตัวอย่าง:

ตัวอย่างเช่น AUD/USD กำลังเทรดอยู่ที่ 0.63043 แต่คุณเชื่อว่าหากราคาทะลุผ่าน 0.63085 ไปได้ ราคาก็จะปรับตัวขึ้นต่อไปอีก
คุณจึงตั้งคำสั่ง Buy Stop ไว้ที่ 0.63085 หากราคาขึ้นไปถึง 0.63085 คำสั่งจะดำเนินการ ณ ราคาถัดไปที่ดีที่สุด
เหมาะสำหรับ: เทรดเดอร์ที่ต้องการเปิดสถานะก็ต่อเมื่อได้รับการยืนยันโมเมนตัมขาขึ้นแล้วเท่านั้น
ความเสี่ยง: ราคาอาจแตะระดับ Stop แล้วกลับตัวลง ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดการขาดทุนได้
Sell Stop
คำสั่ง Sell Stop จะตั้งไว้ต่ำกว่าราคาตลาดปัจจุบัน และใช้เพื่อกระตุ้นให้เกิดคำสั่ง market order เมื่อราคาปรับตัวลดลงมาถึงระดับที่กำหนด คำสั่งประเภทนี้มักใช้ในการบริหารความเสี่ยง รวมถึงเป็นที่นิยมใช้ในสภาวะตลาดขาลงเช่นกัน
ตัวอย่าง:

เมื่อดูคู่ USD/CNH สมมติว่าคุณเห็นรูปแบบ Double Bottom แต่คาดว่าราคาจะเทขายอย่างหนักหลังจากการเบรกเอาต์หลุดโซนดังกล่าว วิธีหนึ่งที่ทำได้คือการตั้งคำสั่ง Sell Stop ไว้ใต้ราคาตลาดปัจจุบันเล็กน้อย ดังที่แสดงในกราฟด้านบน
เหมาะสำหรับ:
- จำกัดผลขาดทุนด้วยการขายก่อนที่ราคาจะร่วงลงหนักกว่าเดิม โดยเฉพาะในการเทรดฟิวเจอร์ส
- การเข้าเปิดสถานะ Short ในช่วงแนวโน้มขาลง
ความเสี่ยง: ราคาอาจแตะระดับ Stop เพียงชั่วขณะก่อนจะดีดตัวกลับ ทำให้เกิดการขายโดยไม่จำเป็น
Buy Stop Limit
คำสั่ง Buy Stop Limit คือการผสานระหว่างคำสั่ง Buy Stop และคำสั่ง Limit เข้าด้วยกัน เมื่อราคาแตะระดับราคา Stop แล้ว ระบบจะส่งคำสั่ง Buy Limit ออกไปแทนที่จะเป็นคำสั่ง market order
ตัวอย่าง:

สมมติว่า USD/CHF กำลังเทรดอยู่ที่ 0.88448 คุณต้องการซื้อหากราคาทะลุผ่าน 0.88840 ขึ้นไป แต่ไม่ต้องการเข้าซื้อที่ราคาสูงกว่า 0.88660 ในกรณีนี้ คุณเพียงแค่ตั้งคำสั่ง Buy Stop Limit โดยกำหนดราคา Stop ไว้ที่ 0.88840 และระบุราคา Limit ไว้ที่ 0.88660
หากราคาขึ้นไปถึง 0.88840 ระบบจะส่งคำสั่ง Limit ไว้ที่ 0.88660 และคำสั่งซื้อขายจะเปิดก็ต่อเมื่อราคาลงมาถึงราคา Limit หรือต่ำกว่าเท่านั้น
เหมาะสำหรับ: เทรดเดอร์ที่ต้องการเข้าซื้อเมื่อเกิด Breakout แต่ยังต้องการควบคุมราคาเข้าเปิดสถานะ
ความเสี่ยง: หากราคาเคลื่อนไหวเร็วเกินไป คำสั่ง Limit อาจไม่ได้รับการดำเนินการ และทำให้พลาดโอกาสในการเทรด
Sell Stop Limit
คำสั่ง Sell Stop Limit คือการรวมคำสั่ง Sell Stop และคำสั่ง Limit เข้าด้วยกัน เมื่อราคาแตะระดับราคา Stop แล้ว ระบบจะส่งคำสั่ง Sell Limit ออกไปตามระดับราคาที่กำหนดแทนที่จะเป็นคำสั่ง market order
ตัวอย่าง:

สมมติว่าคุณต้องการตั้งคำสั่ง Sell Stop Limit สำหรับ EURAUD คุณกำหนดราคา Stop ไว้ที่ 1.71041 ซึ่งหมายความว่าคำสั่งจะเริ่มทำงานเมื่อราคาปรับตัวลดลงมาถึงระดับนี้เท่านั้น แต่แทนที่จะขายทันทีที่ราคาตลาด คุณกลับตั้งราคา Sell Limit ไว้ที่ 1.71734 เพื่อให้แน่ใจว่าคำสั่งจะดำเนินการก็ต่อเมื่อราคาดีดตัวกลับขึ้นไปถึงระดับนี้
เมื่อราคาลดลงมาถึง 1.71041 คำสั่งของคุณจะถูกกระตุ้นให้ทำงาน และระบบจะตั้งคำสั่ง Sell Limit ไว้ที่ 1.71734 โดยอัตโนมัติ หากตลาดย้อนตัวกลับขึ้นมาแตะราคา Limit นี้ คำสั่งขายของคุณก็จะได้รับการดำเนินการ ทำให้คุณได้ราคาเข้าเปิดสถานะ Short ที่ดียิ่งขึ้น อย่างไรก็ตาม หากราคายังคงร่วงลงต่อโดยไม่ดีดตัวกลับขึ้นมา คำสั่งขายจะยังไม่ได้รับการดำเนินการ ซึ่งช่วยป้องกันไม่ให้คุณต้องขายในราคาที่ต่ำเกินไปจนเสียเปรียบ
เหมาะสำหรับ: เทรดเดอร์ที่คาดการณ์ว่าจะเกิด Breakdown ตามด้วยการย้อนตัวกลับขึ้นมาเล็กน้อยก่อนที่จะปรับตัวลงต่อ
ความเสี่ยง: หากราคาไม่ดีดตัวกลับขึ้นมาแตะราคา Limit คำสั่งขายจะไม่ได้รับการดำเนินการ ซึ่งอาจทำให้พลาดโอกาสในการเทรด
สรุปประเด็นสำคัญ
เราเข้าใจว่าคำสั่งซื้อขายเหล่านี้อาจมีรายละเอียดมากจนจำได้ยากในคราวเดียว นี่คือสรุปสั้น ๆ สำหรับนำไปใช้:
การทำความเข้าใจประเภทคำสั่งซื้อขายเหล่านี้จะช่วยให้คุณส่งคำสั่งเทรดได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ลดความเสี่ยง และเพิ่มโอกาสในการทำกำไร เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด เราขอแนะนำให้คุณทดสอบคำสั่งซื้อขายประเภทต่าง ๆ บนบัญชีทดลองก่อนนำไปใช้งานจริงในตลาด
การเปิดเผยความเสี่ยง: ข้อมูลในบทความนี้ไม่ได้มีเจตนาให้คำแนะนำทางการเงิน แนะนำการลงทุน รับประกันผลกำไร หรือป้องกันการขาดทุน เนื้อหาของเราจัดทำขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ในการให้ข้อมูลเท่านั้น และเพื่อช่วยให้คุณเข้าใจความเสี่ยงและความซับซ้อนของตลาดเหล่านี้ผ่านการวิเคราะห์ที่เป็นกลาง ก่อนเริ่มการซื้อขาย โปรดพิจารณาประสบการณ์ เป้าหมายทางการเงิน และระดับความเสี่ยงที่คุณยอมรับได้อย่างรอบคอบ การซื้อขายมีความเสี่ยงสูงที่จะสูญเสียเงินทุนและอาจไม่เหมาะสำหรับทุกคน



